การจัดการในห้องเรียนและกิจวัตรประจำวัน

          ตารางเวลาในโรงเรียนจะมีความยืดหยุ่นและปรับได้ตลอดเวลาเพื่อความเหมาะสมต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็ก ในบางขณะที่เด็กมีความจดจ่อและมีความต้องการเรียนรู้อย่างลุ่มลึกในเรื่องที่ติดพันอยู ครูจะเปิดโอกาสให้เด็กเป็นผู้กำหนดตารางเวลาในการวางแผนการทำกิจกรรมและการทำงานโครงการ การจัดเวลาเต็มวันในโรงเรียนมีผลให้จังหวะเวลาของการทำกิจกรรมไม่กระชั้นชิดเกินไป และเด็ก ๆ สามารถทำกิจกรรมหรือทำงานโครงการให้ลุล่วงอย่างไม่ต้องรีบเร่ง ครูเรียนรูถึงจังหวะเวลาในการทำงานของเด็กแต่ละคน เด็กจะอยู่กับครูคนเดิมและเพื่อนกลุ่มเดิมเป็นรอบเวลา 3 ปี (กลุ่มอายุแรกเกิดถึงสามปี และกลุมอายุสามถึงหกปี) ในแต่ละห้องเรียนจะมีนักเรียน 25 คนต่อครูที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน 2 คน สภาพในห้องเรียนจะมีการจัดมุมต่าง ๆ เช่น มุมบล็อค มุมศิลปะ มุมหนังสือ มุมอุปกรณในการเล่นเงา มุมบ้าน มุมแต่งตัวเป็นต้น ซึ่งแต่ละมุมนั้นจะเต็มไปด้วยสื่อ วัสดุที่เร้าและท้าทายให้เด็กเข้าไปเล่นหรือทำงานตามความสนใจของแต่ละคน เช่น การเล่นบล็อคที่ผสมผสานการฉายภาพบนจอ เด็กคนหนึ่งได้ต่อแท่งบล็อคเป็นรูปทรงที่ตนต้องการ ตำแหน่งที่ตั้งของงานบล็อคที่ต่อแล้วอยู่ระหว่างจอภาพ และเครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายสไลด์ที่อยู่ด้านเดียวกัน เด็กเปิดเครื่องฉายสไลดที่เป็นภาพวิว พร้อมกับเปิดเครื่องฉายแผ่นใสที่เด็กได้จัดวางก้อนสำลี กระดาษรูปทรงตาง ๆ ดังนั้นภาพบนจอจึงปรากฏเงาของบล็อค เงาของวัสดุที่วางบนเครื่องฉายแผ่นใส และภาพจากสไลด์ซ้อนกันอยูบนจอภาพ เด็กสามารถปรับทิศทาง ตำแหน่งจนเป็นที่พอใจในงานของตนเอง

          นักการศึกษาในเรกจิโอ เอมีเลีย มีความเชื่อว่าศิลปะเป็นหนทางสำคัญที่เด็กสามารถสื่อความหมายให้กับผู้ที่อยู่รอบข้างให้เข้าใจถึงกระบวนการคิดตลอดจนจินตภาพของเด็กต่อข้อมูลความรู้ที่เด็กรับรู้มา เด็กปฐมวัยที่เรกจิโอ เอมีเลีย จึงมีครูศิลปะที่มีความสามารถทางทัศนศิลป์เป็นครูประจำในห้องศิลปะ ครูศิลปะจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับครูอื่น ๆ และเด็กในระดับวัยอนุบาลและศูนย์เด็กเล็กเพื่อทำกิจกรรมทางศิลปะสำหรับเด็กวัยทารกและเด็กเล็ก ครูที่ไดรับการฝึกอบรมเป็นพิเศษทางศิลปะนี้เรียกว่า “atelierista” ครูศิลปะจะจัดสื่อวัสดุอุปกรณ์ทางศิลปะในการทำกิจกรรมที่สร้างทักษะการสร้างงานทางศิลปะ ทักษะการลากเสน การระบายสี การปั้น ฯลฯ เพื่อให้เด็กสามารถใช้ทักษะเหล่านี้สื่อออกมาถึงการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการรับรู้ของเด็กต่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ในโรงเรียนจะมีห้องหรือบริเวณที่จัดเป็นที่ทำกิจกรรมทางศิลปะที่เรียกว่า "atelier" ซึ่งจะจัดอยู่ในอาณาบริเวณที่เด็กทุกคนและครูทุกคนเข้าไปทำงานได้ ในห้องศิลปะนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์มากมายหลายชนิดตลอดจนวัสดุที่ใช้ในการทำงานทางศิลปะ ในห้องศิลปะนี้ยังเป็นที่รวบรวมผลงานจากโครงการต่าง ๆ และงานที่สร้างจากประสบการณ์ของเด็ก

          นักการศึกษาเรกจิโอ เอมีเลีย มองการแสดงออกทางศิลปะของเด็กที่ผ่านสื่อกลางที่หลากหลายเป็นความสามารถในการสื่อสารที่อุปมาอุปไมยเป็น "ร้อยภาษา" (The Hundred Languages of Children) ศักยภาพของเด็กในสวนนี้ไม่ใช่เป็นส่วนพิเศษที่แยกออกจากหลักสูตร แต่เป็นองค์ประกอบที่จะต้องรวมอยู่ในหลักสูตรซึ่งนักการศึกษาต้องตระหนักถึงการแสดงออกที่ผ่านสื่อกลางนานาชนิด เป็นการแสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญาและการใช้สัญญลักษณ์ในการสื่อความหมายในกระบวนการเรียนรู้ผลงานของเด็กที่สื่อออกมาโดยวิธีต่าง ๆ เช่น การวาด การระบายสี การปั้น การประดิษฐ์ศิลปประดิษฐ์จากเศษวัสดุต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งภาพสองมิติและสามมิติ การเล่นละคร การเคลื่อนไหว การเล่นบทบาทสมมติ การเล่นเงา การเล่นชนิดต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการคิด การแก้ปัญหา ความเข้าใจตลอดจนการตีความหมายของสิ่งที่เด็กสัมผัสและเรียนรู้