|
การประยุกต์ใช้แนวคิดเรกจิโอ
เอมีเลีย ของโรงเรียนต้นแบบในประเทศไทย
ปี
พ.ศ. 2532 แจ็คกี้ อเล็กซานเตอร (Jackie Alexander) เจ้าของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติแห่งหนึ่งได้อ่านบทความเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยตามแนวคิดเรกจิโอ
เอมีเลีย ก็มีความสนใจแนวคิดนี้อย่างจริงจังและเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมที่เมืองเรกจิโอ
เอมีเลีย เพื่อเรียนรู้แนวทางการจัดการศึกษารูปแบบนี้ แจ็คกี้ผู้ซึ่งมีภูมิหลังการศึกษากระดับปริญญาโท
ในสาขาจิตวิทยาเด็กจากประเทศแคนาดา พบว่าวิถีทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในโรงเรียนของตนนั้นเป็นรูปแบบที่ยังไม่สมบูรณ์
เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดเรกจิโอที่กำลังเรียนรู้อยู่ แจ็คกี้เริ่มให้เด็ก
ๆ ในโรงเรียนของตนเองเรียนรู้ผานโครงการ โครงการแรกที่เด็ก ๆ
เรียนรู้ในขณะนั้น คือ โครงการบัลเล่ต์ จากนั้นแจ็คกี้เดินทางไปเมืองเรกจิโอ
เอมิเลีย ทุกปีพร้อมทั้งสนับสนุนให้ครูในโรงเรียนไปเรียนรู้แนวคิดนี้ที่เมือง
เรกจิโอ เอมีเลียด้วย แจ็คกี้และครูที่ได้ไปเรียนรู้จากเมืองเรกจิโอ
เอมีเลีย ได้นำเอาความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียน
การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนต้นแบบ
โรงเรียนต้นแบบที่ประยุกต์แนวคิดเรกจิโอ
เอมีเลีย ในการดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ได้กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการจัดสิ่งแวดล้อมและการจัดประสบการณ์ในโรงเรียนไว้
ดังนี้คือ
1.
การจัดกิจกรรมในแต่ละวันต้องคำนึงถึงความสมดุลย์ระหว่างกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง
ๆ การดำเนินการและความต่อเนื่องของกิจกรรมให้ลื่นไหลและเป็นไปอย่างราบเรียบตามธรรมชาติ
ไม่เร่งรีบ และความปลอดภัยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการจัดกิจกรรม
2.
การจัดกิจกรรมต้องสนองต่อความต้องการตามพัฒนาการของเด็ก ลักษณะกิจกรรมต้องเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้จากการสำรวจและทดลอง
สัมผัสกับสื่อวัสดุอุปกรณ์นานาชนิด โดยไม่คาดหวังให้เด็กทำงานเป็นชิ้นเป็นอันเป็นสิ่งสำคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
แต่เน้นให้เด็กมีประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติที่นำไปสู่การเรียนรู้ที่ถาวร
3.
การจัดสิ่งแวดล้อมและบรรกาศเพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างเต็มไปด้วยความสุขและเรียนรู้จากการกระทำ
4.
จัดสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นเพื่อให้เด็กเกิดความมั่นคงและรับรู้ถึงการปกป้องที่ได้รับ
5.
การติดต่อประสานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างครูและผู้ปกครองเพื่อช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่
ตลอดจนการช่วยให้เด็กคลายความวิตกกังวลที่เกิดจากการต้องห่างไกลจากผู้ปกครองชั่วคราว
6.
การให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง โดยครูต้องมีความคาดหวังเชิงบวกต่อเด็กการให้แรงเสริม
และการยอมรับเด็กตามศักยภาพของเด็ก
7.
จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่เอื้อให้เด็กประสบความสำเร็จเมื่อเด็กพยายามทำและส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาทักษะในการช่วยเหลือตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น
8.
ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทัศนคติของการดูแลเอาใจใส่และห่วงใยผู้อื่น การรับรู้ถึงความต้องการที่จำเป็น
ความตื่นเต้นสนุกสนามและความสงสัยใคร่รู้ในโลกที่อยู่รอบตัวเด็ก
9.
ส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกฝนการควบคุมตนเองและการมีวินัยในตนเอง ฝึกฝนทักษะทางสังคมในการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่นและผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก
โดยจัดกิจกรรมที่มีการฝึกให้เด็กแบ่งงานกันทำ ฝึกการรอคอย การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน
การเคารพสิทธิและสิ่งของของผู้อื่น ตลอดจนการมีบทบาทที่เหมาะสมในการเป็นสมาชิกของกลุ่ม
10.
ส่งเสริมเด็กให้เกิดการเรียนรู้การยอมรับกันอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การปฏิบัติตัวที่มีการยืดหยุ่นในบางสถานการณ์
เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม ตลอดจนการปฏิบัติสุขนิสัยเพื่อภาวะสุขภาพอนามัยที่ดีของตนเองและผู้อื่น
|