|
ตามสถิติทั่วโลกมีเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือเด็ก
Gifted ประมาณร้อยละ 5 ของเด็กนักเรียนทั้งหมด และทฤษฎีการเรียนรู้แนว
constructivism ไม่ได้จำกัดการใช้เฉพาะในเด็กที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น
แต่สามารถที่จะนำไปใช้ได้ในเด็กปกติหรือเด็กที่มีปัญหาด้วย
ลักษณะทั่วๆ
ไปของเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่พ่อแม่จะสังเกตเห็น คือ ถึงแม้ว่าเขาจะอายุแค่
6-7 ขวบ แต่เขาพูดจาเฉลียวฉลาดมีความสามารถในด้านต่างๆ นอกเหนือจากการเรียนมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน
เขาจะมีความคิดสร้างสรรค์ เวลาพูดจะแสดงความคิดเห็นแปลกๆ ใหม่ๆ
ส่วนในห้องเรียนครูก็สามารถสังเกตเห็นลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
จากการที่เขาจะเป็นเด็กเจ้าคำถาม จะถามโน่น ถามนี่ และจะถามด้วยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
จะเริ่มวิเคราะห์ว่าทำไมไม่เป็นอย่างนี้ ควรจะเป็นอย่างนี้มากกว่าอย่างนั้น
และจะมีความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ของตนเอง ไม่ตามแบบฉบับของคนอื่น
เป็นคนที่ชอบแสดงความคิดเห็น และสามารถที่จะปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงได้
จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญในการที่เราจะปลูกฝังให้กับเด็กของเราทุกๆ คน ควรจะมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะได้ช่วยสร้างสิ่งใหม่ๆ
ให้เกิดขึ้นในโลก เช่น ถ้าไม่มีใครคิดเรื่องคอมพิวเตอร์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
เราก็คงไม่มีอินเทอร์เนตหรือการสื่อสาร ซึ่งทำประโยชน์ให้กับทุกๆ หน่วยงาน
ทำประโยชน์ให้กับโลก
นอกจากนั้นแล้วเด็กที่มีความสามารถพิเศษยังเป็นคนที่ค่อนข้างไวต่อความรู้สึกของคนอื่น
สามารถอ่านคนอื่นออกโดยไม่ต้องใช้ภาษาพูด เช่น ถ้าหากว่าเขาพูดอะไร แล้วเพื่อนมีปฏิกิริยาที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา
เขาก็สามารถอ่านออกว่าคำพูดของเขาดีหรือไม่เป็นที่น่าชื่นชมหรือไม่ หรือเป็นคำพูดที่อาจทำให้อีกคนฟังแล้วไม่สบายใจ
นอกจากพฤติกรรมทั่วๆ ไปแล้ว เขายังอาจมีความสามารถพิเศษอีกบางอย่าง เช่น
ในเรื่องของดนตรี กีฬา ซึ่งสังเกตเห็นได้จากทักษะต่างๆ ของเด็กเหล่านี้
พ่อแม่มักจะคิดว่าเด็กที่เก่งและมีความสามารถขนาดนี้
ไม่น่าจะมีปัญหาในการเรียน แต่จริงๆ แล้วเขาอาจมีปัญหาการเรียนได้มาก เนื่องจากว่าสิ่งแวดล้อม
การเรียนรู้ เทคนิคการสอนอาจไม่เหมาะกับเขา พบว่ามีเด็กหลายคนที่มีไอคิวสูงมาก
มีความสามารถสูงมากแต่มีปัญหาในการเรียน บางคนมีอาการคล้ายๆ สมาธิสั้น
เพราะว่าไม่มีอะไรที่น่าท้าทายจึงทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ทำให้เกิดปัญหาได้
เทคนิคที่จะกระตุ้นให้เขาคิดสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของความเป็นผู้ที่ที่มีความสามารถพิเศษได้ดีขึ้น
เมื่อพูดถึงทฤษฎีการเรียนรู้แนว
constructivism เห็นได้ว่าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่มากในต่างประเทศ
เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในหลายๆ ประเทศมีการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แนว
constructivism คือ การสอนให้เด็กคิด กระตุ้นให้เด็กคิด
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 ในเรื่องของการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศชาติ
เป็นสิ่งสำคัญที่นอกจากทางโรงเรียน ทางด้านการศึกษาให้ความสนใจแล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญมากๆ
ที่พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจถึงระบบการเรียนรู้ แบบแผนการเรียนรู้แบบใหม่ เพราะถ้าพ่อแม่เดินเข้าไปในห้องเรียน
อาจจะสงสัย เพราะเมื่อก่อนมีแต่โต๊ะเก้าอี้ นักเรียนนั่งเรียนเป็นแถว จดงานและยกมือตอบคำถาม
แต่การเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างความคิดของเด็กอาจไม่ใช่แบบนั้นแล้ว รูปแบบการเรียนรู้ในห้องเรียนจะเปลี่ยนไปไม่มีการบ้านมาท่องมากๆ
แต่จะต้องพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความกังวลในจิตใจของพ่อแม่หลายๆท่าน
เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ปกครองด้วย
เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าการเรียนรู้
คือการที่ครูให้ข้อมูลกับนักเรียนนำข้อมูลมาเป็นเล่มหนาๆ และให้กับเด็ก
ยิ่งเด็กรับได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี แต่ในทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ที่เรียกว่า
constructivism มองว่านั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้
เรียนเองคิดเอง ปัจจุบันทุกๆ ประเทศกำลังหันมามองระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้ว่าการเรียนรู้ต้องเกิดตลอดชีวิต
ไม่ใช่เพียงแค่จบระดับปริญญาออกไปทำงานแล้วไม่เรียนรู้อีก ในชีวิตจริงเมื่อจบมาทำงานเราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ตลอดเวลา ฉะนั้นทักษะตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลประสบความสำเร็จ
ทฤษฎีการเรียนรู้แนว
constructivism เริ่มจากสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว มีข้อมูลอยู่ในสมอง นั่นคือจะมีเครือข่ายเส้นใยสมองสำหรับข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว
เป็นข้อมูลความสนใจที่ได้รับมาตั้งแต่เล็กจนโต เช่น ความสนใจทางการเมืองก็จะมีเครือข่ายเส้นใยสมองที่เกี่ยวกับการเมืองอยู่
หลังจากนั้นเราจะต้องนำความรู้หรือข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เข้ามาผสมผสาน มาประมวลเข้ากับความรู้เดิมที่เรามีอยู่ แล้วสร้างเป็นความรู้ขึ้นมา
เหล่านี้เป็นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมอง
ต่อไปจะต้องมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สำคัญมาก
คือ คำถามของปัญหา "ทำไมจึงต้องรู้" "ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้"
เมื่ออยากรู้ว่าทำไม ก็ต้องไปหาข้อมูล ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง
ทำให้เด็กอยากจะเรียนรู้ ตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสมองให้พร้อมที่จะรับข้อมูล
เรียนรู้ข้อมูล และปัจจัยสุดท้ายคือ การเรียนรู้มาจากการพูดคุยกัน แสดงความคิดเห็นกันในลักษณะปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม
ตัวอย่างง่ายๆ
ถ้าเรามีความรู้แบบหนึ่ง และคิดว่าแบบนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไม่พูดคุยกับใครเลย
เราก็จะอยู่เฉพาะตัวของเรา แต่ถ้าเราไปพูดคุยกับคนอื่น เราก็จะได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นถึงแม้บางครั้งจะมีการโต้แย้งกัน
ถกเถียงกัน แต่ก็ไม่ใช่การเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ให้เกิดขึ้นได้
นั่นคือทฤษฎีการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือแม้แต่เด็กทั่วๆ
ไปทุกคนสามารถที่จะเป็นคนที่คิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้ กระบวนการจะต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน
เช่น ในห้องเรียนให้เด็กเอากระดาษมาและเขียนคอลัมน์เป็นแถว 3 ช่อง ช่องแรกให้เขียนว่ารู้อะไรมาแล้ว
เช่น เราจะเรียนรู้สังคมไทย รู้จักอะไรบ้างเกี่ยวกับประเทศไทย ให้เขียนมาให้หมด
และตามด้วยอยากรู้อะไรอีกเกี่ยวกับประเทศไทย ตรงนี้เป็นสิ่งที่เด็กจะต้องคิด
การรู้อะไรเป็นแค่การดึงเอาความจำหรือข้อมูลเดิมออกมาจากสมอง
แต่เมื่อถามว่าอยากรู้อะไรอีก เด็กจะต้องคิดแล้วว่ามีอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นการกระตุ้นให้เด็กต้องคิด
หลังจากคิดแล้วต้องนำออกมาสังเคราะห์ว่า เมื่อเราอยากรู้ตรงนี้แล้ว เราอยากเรียนอะไรเพิ่มเติมฉะนั้นนี่เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เด็กคิด
ยกตัวอย่าง
เทคนิคที่กระตุ้นการคิดของเด็ก เช่น ถ้าเราสอนแบบบรรยายตั้งแต่ต้นชั่วโมงจนถึงปลายชั่วโมง
คือการใส่ข้อมูลไปที่สมองเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าครูยืนสอน และครูก็หยุดระหว่างการสอน
และบอกให้จดประเด็นสำคัญที่พูดไปว่ามีอะไรบ้าง โดยให้เด็กปรึกษาหารือกัน
เสนอความคิดเห็นอย่างสุภาพ อ่อนน้อม เด็กจะต้องคิดว่าประเด็นที่พูดออกมาเป็นสิ่งที่คิดว่าสำคัญ
คือการคิดในกรอบของเขาโดยนำความรู้พื้นฐานมาใช้ ตรงนี้เด็กก็จะได้ทักษะของการปรึกษาหารือกันด้วย
เทคนิคต่อไป
คือ การเล่าเรื่องละคร หรืออ่านหนังสือให้เด็กฟัง แทนที่จะถามว่าตัวละครแต่ละคนมีลักษณะอย่างไรบ้าง
อาจตั้งคำถามใหม่ว่าลองอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้ง 3 ตัว
ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมถึงสัมพันธ์กันแบบนั้น ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดมากกว่าการจำว่าลักษณะเป็นอย่างไร
อีกเทคนิคหนึ่ง
คือ ครูอ่านนิทานให้เด็กฟัง อ่านไปเรื่อยๆ ก่อนจบครูหยุดก่อน แล้วให้เด็กลองเดาว่าจะจบอย่างไร
และอธิบายว่าทำไมจึงคิดว่าจะจบอย่างนั้น ซึ่งเด็กจะต้องคิดว่าจะจบอย่างไรดี
จะกระตุ้นให้เด็กเกิดการคาดการณ์ซึ่งจะนำเอาประสบการณ์เก่ารวมทั้งข้อมูลใหม่มาประกอบกันและตอบคำถามด้วยเหตุผลว่าทำไม
หรือเราอาจให้เด็กไปศึกษาก่อนก็ได้ เช่น ให้เด็กไปศึกษาเรื่องประชากรของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งจะได้ข้อมูลพื้นฐานมา
นี่เป็นการจำเท่านั้น หลังจากนั้นให้เด็กคิดว่านโยบายในเรื่องประชากรของประเทศนั้นๆ
ควรจะเป็นอย่างไร นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามความคิดของเขา บางครั้งอาจจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้
เพราะฉะนั้น
กระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่าเด็กเป็นศูนย์กลางไม่ใช่เด็กเป็นผู้รับอย่างเดียว
หรือไม่ใช่เด็กจะเรียนอะไรตามใจชอบก็ได้ ต่เด็กจะต้องมีส่วนในการที่อยากจะเรียนรู้อะไรด้วย
นอกจากนั้น การสร้างหลักสูตรต้องไม่เชิงเป็นหลักสูตรทางวิชาการอย่างเดียว
แต่ควรมีกระบวนการให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกเหนือจากวิชาการ แต่อย่างไรก็ตามวิชาการก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่
ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ
ครู และด้วยความร่วมมือของพ่อแม่จะต้องเป็นผู้ที่ตั้งคำถามและแนะแนวทางให้แก่เด็ก
กระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกสงสัย ฉงนสนเทห์อยากจะเรียนรู้ ซึ่งจะสะสมไปจนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อยากจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ
ในอนาคต
การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม
จะเกิดจากปฏิกิริยาของเรากับโลกภายนอก การมองโลกตามข้อมูลที่เรามีอาจจะไม่เหมือนกับที่คนอื่นมองตามข้อมูลที่เขามีก็ได้
ฉะนั้นการเรียนรู้โดยที่เอาข้อมูลของคนอื่นเข้ามา จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้มากขึ้น
ได้ข้อมูลมากขึ้น คิดสร้างสรรค์ได้
|