สรุปเรื่องความบกพร่องในการเรียนรู้


          ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี ที่เรียกว่า Learning Disabilities - L.D. เป็นเด็กที่มีสติปัญญาหรือไอคิวปกติ ฉลาด สติปัญญาดี แต่ไม่สามารถจะเรียนรู้ รับรู้ได้เหมือนเพื่อนๆ เพราะมีความบกพร่องในการแปลข้อมูลบางอย่าง จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคบางอย่างเขาจึงจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้การเรียนจะดีขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมาย อย่างเช่น รองประธานาธิบดีเนลสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นบุคคลที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ แต่ก็สามารถจะประสบความสำเร็จได้

          ถ้าหากพบว่าเด็กมีปัญหาในการเรียน พ่อแม่หรือครูสามารถปรึกษาหารือกันว่าทำไมเด็กจึงเรียนไม่ได้เท่าที่ควรจะเป็น ขอให้ประเมินก่อนว่าปัญหาต่างๆ คืออะไร เพราะฉะนั้นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมอง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมการประเมินเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ จะต้องประเมินว่าเขามีปัญหาทางสมองหรือไม่

          การประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาการเรียนรู้ พบว่าปัญหาใหญ่ ๆ ที่ต้องคำนึงถึง คือ

  • เด็กมีสติปัญญาปกติหรือไม่ ถ้าหากเด็กมีสติปัญญาบกพร่อง ไอคิวค่อนข้างน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย หรือน้อยกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ เป็นปัญหาในการเรียนรู้ ทำให้เรียนรู้ได้ช้า ซึ่งจะมีเทคนิคในการสอนเด็กที่เรียนช้าหรือเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง
  • เด็กที่มีสติปัญญาปกติบางคนก็ไม่สามารถที่จะเรียนหนังสือได้เพราะเขามีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น เด็กกลุ่มนี้อาจมีสติปัญญาปกติหรือสติปัญญาสูงกว่าปกติ แต่เขาสอบตกหรือสอบได้คาบเส้นและไม่สามารถเรียนรู้ได้ ถ้าหากเขาได้รับความช่วยเหลือทางด้านสมาธิ ด้านพฤติกรรม ด้านความรักความเข้าใจจากพ่อแม่และครู ก็จะทำให้เขาสามารถที่จะเรียนรู้ได้ ในหลายๆ รายไม่จำเป็นต้องใช้ยาช่วยในเรื่องสมาธิ แต่ในรายที่เป็นมากๆ การใช้ยาช่วยเรื่องสมาธิจะทำให้เขาเรียนได้ เด็กที่สอบตกหรือสอบได้คาบเส้นก็จะสอบผ่านได้ บางคนอาจพัฒนาขึ้นจากที่โหล่มาเป็นที่หนึ่งก็ได้
  • เด็กที่มีสติปัญญาปกติ หรือสูงกว่าปกติแต่มีปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้
  • เด็กมีปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาความเครียด ปัญหาครอบครัวเหล่านี้เป็นสิ่งสกัดกั้นทำให้เขาไม่อยากสนใจเรียนเพราะมีปัญหาอื่นที่ต้องกังวล

          หลังจากประเมินเด็กแล้ว จะมีทีมงานซึ่งอาจเป็นนักจิตวิทยาเป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์ในการประเมิน การแปลข้อมูลและการทดสอบต่างๆ เพื่อประเมินความสามารถทางสติปัญญาหรือไอคิว และความสามารถทางวิชาการ หลังจากประเมินแล้วจะรู้ว่าเขามีปัญหาการเรียนรู้ เนื่องจากสาเหตุอะไร

          ทีมผู้ประเมินจะทำงานร่วมกับพ่อแม่ ครู นักการศึกษาพิเศษของโรงเรียน สร้างโปรแกรมที่เรียกว่าการศึกษาเฉพาะบุคคล เด็กบางคนอาจไม่ต้องใช้ข้อมูลทางการแพทย์ แต่เด็กบางคนอาจต้องใช้ข้อมูลทางการแพทย์ เช่น เรื่องของสมาธิ เรื่องยา มาประกอบการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งถ้าหากว่าเขาได้รับความช่วยเหลือต่างๆ แล้วส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น

          สถิติของความบกพร่องในการเรียนรู้ที่พบในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จะมีตัวเลขใกล้เคียงกัน คือ ประมาณร้อยละ 5-6 ฉะนั้นจึงเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับจำนวนเด็กทั้งหมดของเรา 6-7 ล้านคนหรือมากกว่า เช่น ข้อมูลงานวิจัยของนพ.กวี สุวรรณกิจ ที่ศึกษาปัญหาการเรียนของเด็กไทยระดับชั้นประถมศึกษา ของโรงเรียนในกรุงเทพมหานครพบว่ามีนักเรียนจำนวนประมาณ 1,000 กว่าคนมีปัญหาการเรียนหรือประมาณมากกว่าร้อยละ 20 มีปัญหาการเรียนรู้ต่างๆ ถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับการดูแล ได้รับการศึกษาด้วยเทคนิคการสอนที่ถูกต้อง เขาก็สามารถเรียนหนังสือและประสบความสำเร็จในชีวิตได้มีงานวิจัยเรื่องความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี ที่ประกอบด้วยองค์ความรู้จากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ที่ได้วิจัยให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้เรียบเรียงและแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านใดสนใจติดต่อขอรับได้ที่สถาบันวิจัยเรื่องการพัฒนาสมองและการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

          โดยสรุป เรื่องความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ Learning Disability เป็นคำศัพท์ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1964 โดยศาสตราจารย์ แซมเมอร์ เครก พ่อของเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้เป็นผู้คิดขึ้น แต่คำศัพท์ใหม่เรียกว่า Learning Different คือ ไม่ใช่เป็นความบกพร่อง แต่เป็นความแตกต่างของสมองที่สามารถจะเรียนรู้ รับรู้ข้อมูลทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับที่เด็กคนอื่นๆ รับได้ถ้าได้ใช้เทคนิคการสอนที่ถูกต้อง สมองของเขาก็จะสามารถเรียนรู้และรับข้อมูลได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่ได้ก็จะอ่านได้ดีขึ้น หรือเด็กที่เขียนไม่ได้ก็จะเขียนได้ดีขึ้น

          การประเมินเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ในประเทศไทยจะมีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ในโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทย์หรือโรงพยาบาลจิตเวช หรือโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ที่ทำการประเมิน นักจิตวิทยาจะทำการทดสอบเด็ก แบบทดสอบที่ใช้กันแพร่หลาย คือ WISC-III (Wechsler Intelligence Scale for Children - Revised 3) ทดสอบความสามารถทางสติปัญญาหรือระดับไอคิว (IQ) ของเด็ก ถ้าหากมีระดับไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติก็จะไม่จัดเข้าในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี แต่จะไปอยู่ในกลุ่มของเด็กที่สติปัญญาบกพร่อง และจะต้องได้รับเทคนิคการสอนอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกับเทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้

          นอกจากนี้ มีแบบประเมินอย่างอื่นที่ดูทักษะการอ่าน เช่น Woodcock-Johnson Achievement Tests และแบบทดสอบอีกหลายชุด แบบทดสอบที่ใช้สามารถประเมินได้ว่าปัญหาของเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้คืออะไร แต่ทว่าปัญหาสำคัญที่สุดของเรา คือ การนำข้อมูลที่ประเมินได้ ไปใช้ ช่วยเหลือเด็กในชั้นเรียน

          คงต้องร่วมมือกันทั้งพ่อแม่ นักจิตวิทยา ครู และผู้เชี่ยวชาญในการประเมินเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ว่ามีสาเหตุจากอะไร มีความบกพร่องในการเรียนแบบไหน ซึ่งเทคนิคในการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้เป็นสิ่งค่อนข้างใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีภาควิชาการศึกษาพิเศษสอนในระดับอุดมศึกษาแล้วก็ตาม แต่ในโรงเรียนทั่วๆ ไปก็ยังไม่มีนักการศึกษาพิเศษทุกแห่ง และยังไม่มีเรื่องของห้องเรียนพิเศษ (Resource Room) ซึ่งเราก็คงจะต้องพัฒนาต่อไป

          เรื่องเทคนิคการให้ความช่วยเหลือหรือเทคนิคการสอนเด็กกลุ่มนี้ เป็นเรื่องต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม และใช้พลังงานอย่างมหาศาล อย่างน้อยเทคนิคบางอย่าง เช่น เทคนิคการแบ่งงานให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก็สามารถลองนำไปใช้และช่วยเหลือเด็กได้

          มีเด็กบางคนที่อาจเก่งในเรื่องการอ่าน การเขียน ซึ่งความสามารถอาจจะสูงกว่าระดับชั้นที่เรียน แต่เลขคณิตง่ายๆ กลับทำไม่ได้เรียนอย่างไรก็ไม่ได้หลักเรื่องเลขคณิต เพราะฉะนั้นเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์แบบสัมผัสอาจนำไปใช้ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าในช่วงระยะเวลาอันสั้น จะนำไปฝึกเด็กได้ไหม เพราะเด็กปกติจะจำสัญลักษณ์ได้คือ เลข 1 ก็เห็นเป็นเลข 1 หรือเลข 2 จะเห็นเป็นเลข 2 แต่เด็กบางคนทำอย่างไรก็จำสัญลักษณ์ไม่ได้ ไม่สามารถเก็บสัญลักษณ์ว่า เลข 2 คือเลข 2 สมองของเขาไม่สามารถที่จะเก็บข้อมูลที่เป็นสัญลักษณ์ได้ ฉะนั้นการให้สัมผัสที่จุด ว่าเลข 1 คือ 1 จุด เลข 2 คือ 2 จุด และให้สัมพันธ์ไปกับการมองเห็นรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ อาจทำให้เด็กจำตัวเลขได้ เข้าใจสัญลักษณ์ได้

          เช่นเดียวกันในเรื่องการอ่าน ตรงนี้เป็นปัญหาของสมองถ้าถ่ายรูปสมองของเขา รูปร่างสมองจะปกติ หรือบางคนอาจจะเห็นความผิดปกติเล็กน้อย เช่น เซลล์สมองเคลื่อนที่ไปอยู่ในบริเวณที่ไม่ควรจะเป็น อย่างอื่นเขาจะเก่งฉลาดหมดทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องการเรียนบางอย่างที่จะมีปัญหา เพราะตรงนี้ข้อมูลที่เข้ามาในสมองอาจจะได้รับการแปลไม่เหมือนกัน ต้องตรวจดูก่อนว่าสายตาและการได้ยินของเขาปกติหรือไม่ บางทีพบว่าเด็กบางคนเห็นไม่เหมือนคนอื่นเห็น เห็นตัวหนังสือกลับข้างเหมือนผ่านกระจกเงา หรือเห็นตัวหนังสือโย้ไปเย้มา ไม่อยู่ในแนวเรียบ เหมือนกับวงจรในสมองไม่ได้เชื่อมโยงเช่นคนทั่วๆ ไป ทำให้ยากลำบากในการเรียนรู้ ในการอ่าน

          ในต่างประเทศมีหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญที่เขาเองก็มีความบกพร่องในการเรียนเมื่อตอนเด็กๆ เขาเขียนอธิบายความรู้สึก การที่เขารับรู้ เขาเห็นสิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ได้นำมาประยุกต์ใช้เป็นเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเหลือเด็กที่สะกดผิด โดยใช้คอมพิวเตอร์ตรวจความถูกผิดของตัวสะกด ก็จะทำให้เขาสะกดถูกได้หรือเด็กบางคนมีปัญหาทำข้อสอบไม่ได้เพราะอ่านไม่ออก แต่ถ้ามีคนอ่านให้ฟัง เขาจะเข้าใจ หรือถ้ามีพี่เลี้ยงใช้เทคนิคอ่านข้อสอบให้ฟัง เด็กก็จะอ่านได้และทำได้

          นอกจากนี้คงต้องดูว่าจะทดสอบความสามารถอะไรของเด็ก ถ้าต้องการทดสอบความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ก็คงต้องอ่านคำถามให้เขาเข้าใจแล้วตอบ แต่ถ้าต้องการทดสอบเรื่องการอ่านซึ่งเรารู้ว่าเขาบกพร่อง ก็ต้องใช้เทคนิคอีกแบบหนึ่ง
นอกจากนี้วิธีการประเมินการเรียนของเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ จะไม่ตัดเกรดร่วมกับเด็กคนอื่น เพราะถ้านำคะแนนไปรวมกัน ผลการเรียนของเขาก็คงไม่ดีเท่าที่ควร น่าจะมีการทำหลักสูตรเฉพาะตัว มีการตั้งวัตถุประสงค์ว่าเทอมนี้ ปีนี้ ต้องการจะเรียนถึงแค่ไหน มีการประเมินตัวเขาว่ามีความก้าวหน้าแค่ไหน อาจประเมินเทียบกับแบบทดสอบมาตรฐานเพื่อดูความก้าวหน้า หรืออาจให้เขาประเมินตัวเองก็ได้ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้การช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ คงต้องค่อยๆ ฝึกเทคนิคการสอนและพัฒนากันต่อไป จะทำให้สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้