การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้พ่อแม่ ในการเลี้ยงดูเด็กอายุ
ต่ำกว่า 3 ปี ผ่านโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย

 

7. สรุปผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ

          7.1 ผลการวิจัย

  • รูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการเลี้ยงดูเด็กอายุ ต่ำกว่า 3 ปี ที่พ่อแม่เคยได้รับจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของโรงพยาบาลชุมชน จะมีรูปแบบการให้ทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม รายบุคคลจะให้ความรู้ระหว่างการตรวจสุขภาพ ตรวจพัฒนาการ ให้ภูมิคุ้มกันโรค และแบบกลุ่ม เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครองนำเด็กมารอรับบริการภูมิคุ้มกันโรค สำหรับสถานีอนามัยจะให้ความรู้เป็นรายบุคคลระหว่างให้บริการตรวจสุขภาพ ตรวจพัฒนาการ ให้ภูมิคุ้มกันโรค เนื้อหาของความรู้ที่ให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง คือ การดูแลเด็กภายหลังรับภูมิคุ้มกันโรค การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารตามวัย พัฒนาการตามสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก การดูแลสุขภาพปากและฟัน คำแนะนำการใช้สมุดบันทึกแม่และเด็ก โดยมีสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และคู่มือพ่อแม่สำหรับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ถึง 2 ปี เป็นสื่อประกอบการให้ความรู้
  • รูปแบบการให้ความรู้ที่พัฒนาขึ้น มี 4 รูปแบบ ประกอบด้วย กระบวนการเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วม การสนทนากลุ่ม การอภิปรายกลุ่ม และการบรรยาย

          เนื้อหาความรู้ในการให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ประกอบด้วย คำแนะนำการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ในขณะตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมก่อนเด็กคลอด และหลังคลอด พัฒนาการของเด็กแต่ละวัย การส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ความสำคัญของการเล่นของเด็ก การดูแลสุขภาพเด็ก โดยใช้ คู่มือพ่อแม่สำหรับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ถึง 2 ปี และสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก เป็นสื่อการให้ความรู้

          สถานที่ใช้ในการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะใช้สถานที่ในโรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย หรือบริเวณมุมส่งเสริมโภชนาการและพัฒนาการเด็กปฐมวัยในโรงพยาบาลและสถานีอนามัย

          วันเวลาที่ให้ความรู้เป็นวันที่ไม่ตรงกับวันนัดรับบริการตามปกติของพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กที่จะนำเด็กมารับบริการ

  • ผลการศึกษาพบว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองทุกคนมีความพอใจการรับความรู้ แม้ว่าบางคนจะเคยได้รับความรู้ในเรื่องดังกล่าวมาก่อน แต่วิธีการให้ความรู้จะแตกต่างจากเดิม ทุกวิธีการจะปรับวิธีการให้ความรู้ โดยให้โอกาสพ่อแม่ ผู้ปกครอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครอง มากขึ้น ได้ฝึกปฏิบัติชั่งน้ำหนัก ลงบันทึกน้ำหนักและแปลผลด้วยตนเอง เนื้อหาความรู้ที่ทุกคนสนใจมากที่สุด คือ พัฒนาการและวิธีการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก สำหรับความถี่ของการอบรม พ่อแม่ ผู้ปกครอง มีความคิดเห็นว่าควรกำหนด 1-2 เดือน ต่อครั้ง และสถานที่ควรใช้บริเวณของโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย วันที่ให้ความรู้ไม่ควรตรงกับวันรับภูมิคุ้มกันโรค เพราะเด็กจะร้องไห้รบกวน

          จำนวนผู้รับการอบรมนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ความคิดเห็นว่าจำนวนไม่ควรมีมากเกินกว่า 10 คน เพราะจะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นไม่ทั่วถึง

           ขณะที่หญิงตั้งครรภ์มีความคิดเห็นว่าพอใจวิธีการอบรม แต่ควรเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ประมาณ 4-5 เดือน เพื่อการเตรียมตัวสำหรับการเป็นพ่อแม่ อย่างไรก็ตามกรณีที่มีอายุครรภ์มาก เช่น 38-40 สัปดาห์ ระยะเวลาการให้ความรู้ไม่ควรมากกว่า 1 ชั่วโมง เพราะจะมีปัญหาสรีระของหญิงตั้งครรภ์ที่จะอึดอัด และปวดหลัง

           สื่อการสอนที่ดีที่สุด คือ สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก สามารถได้ทดลองปฏิบัติจริงหลังจากได้รับความรู้ สำหรับวิดีทัศน์เป็นสื่อที่ดี พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความคิดเห็นว่าถ้าใช้ในการ อบรมควรมีเจ้าหน้าที่ให้คำอธิบายประกอบ และตอบซักถาม

           สำหรับข้อคิดเห็นของกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่ใช่พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ที่ได้รับการให้ความรู้ของรูปแบบการบรรยายของจังหวัดนนทบุรี นั้น อาสาสมัครทุกคนมีความพอใจการอบรม แต่คิดเห็นว่าการนำความรู้ไปให้พ่อแม่ ผู้ปกครองผู้อื่นต่อนั้นสามารถกระทำได้ แต่การยอมรับอาสาสมัครในเขตเมือง จะได้ผลน้อย ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ

          วิธีการให้ความรู้ทุกรูปแบบที่ศึกษา แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัด การเลือกใช้ขึ้นกับสถานการณ์ ความพร้อมของผู้ให้ความรู้ กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้องคำนึงว่าไม่ควรมีลักษณะแตกต่างกันมาก เช่น การให้ความรู้แก่พ่อแม่เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน พร้อมกับพ่อแม่เด็กอายุ 2 ปี ซึ่งการเลี้ยงดูจะมีความแตกต่างกัน สาระความรู้จะแตกต่างกันด้วย

          7.2 ข้อเสนอแนะ

          การให้ความรู้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ในสถานีอนามัยและโรงพยาบาลชุมชน ควรมีรูปแบบการให้ความรู้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ดังนี้

           1. รูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรให้พ่อแม่มีบทบาทและมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ระหว่างกัน ตลอดจนได้รับการฝึกปฏิบัติในเนื้อหาที่ต้องใช้ทักษะ เช่น การประเมินภาวะโภชนาการเด็กด้วยการชั่งน้ำหนัก เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความกระตือรือร้นที่จะรับความรู้จากเจ้าหน้าทีสาธารณสุข

           2. การให้ความรู้ที่มีลักษณะกลุ่ม จำนวนผู้รับการอบรมไม่ควรมากเกินกว่า 10 คน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ซักถาม โต้ตอบทุกคน

           3. ลักษณะของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่รับการอบรมควรเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์คล้ายกัน เช่น กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มพ่อแม่ของเด็กอายุ ต่ำกว่า 6 เดือน เพื่อให้เนื้อหาความรู้ที่ให้แก่พ่อแม่ตรงกับความต้องการและประสบการณ์ของแต่ละคน และไม่น่าเบื่อหน่ายในการรับฟังเรื่องที่ตนเองยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

           4. มีการทดสอบความรู้ก่อนการอบรม เพื่อประเมินความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่เพื่อการปรับเนื้อหาให้เหมาะสม และประเมินความรู้หลังการอบรมด้วยติดตามประเมินการนำความรู้ที่ได้รับรู้ไปใช้ในการเลี้ยงดูเด็กเป็นระยะ

           5. เนื้อหาความรู้ที่ให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรมากเกินไป เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครองไม่สามารถรับรู้หลายเรื่องใน 1 ครั้ง ตลอดจนระยะเวลาการให้ความรู้แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง เพราะความสนใจและการับรู้จะลดลง

           6. สื่อเอกสารประกอบการอบรม ควรให้พ่อแม่ ผู้ปกครองนำไปอ่านก่อน หรือหลังการอบรมเพื่อการทบทวนความรู้ที่ได้รับจะช่วยให้พ่อแม่เรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น

           7. การเยี่ยมบ้าน การติดตามสอบถามผลการนำความรู้ที่ได้รับ การอบรมไปใช้ การสอบถามผลสำเร็จ ปัญหาที่พบจะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้มีการพัฒนาทักษะเพิ่มมากขึ้น

           8. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่นำเด็กมาร่วมการอบรมด้วย เจ้าหน้าที่ควรจัดสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก มีผู้ดูแล เพื่อพ่อแม่สามารถรับการอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวลต่อการดูแลเด็กระหว่างการรับฟังการอบรม

           9. การอบรมพ่อแม่ ผู้ปกครองในลักษณะการสร้างเครือข่าย เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีวิธีการที่ประสบผลสำเร็จที่สามารถสนับสนุนบทบาทประชาชนให้ช่วยเหลือกันเอง พ่อแม่สามารถช่วยเหลือกันและกันเอง โดยสถานบริการสาธารณสุขเพียงให้การสนับสนุนองค์ความรู้และเอกสารความรู้อย่างสม่ำเสมอ พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพในการเลี้ยงดูเด็กได้