|
2. ความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า
3 ปี ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง
จากการศึกษาที่ผ่านมา
พบว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กได้รับความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กจากแหล่งต่าง
ๆ ในระบบสังคม ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน/สถานศึกษา แหล่งบริการสุขภาพ เพื่อน
และสื่อต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาส สถานการณ์ ความพร้อม ความสนใจและความต้องการของพ่อแม่
ผู้ปกครองแต่ละคน เช่น เมื่อคลอดบุตรในสถานบริการสุขภาพ แพทย์หรือพยาบาลจะให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
การทำความสะอาดทารก และการตรวจสุขภาพตามนัด เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง นำเด็กมารับการตรวจสุขภาพ
จะได้รับความรู้เกี่ยวกับอาหารเสริม การส่งเสริมพัฒนาการ การสังเกตอาการเมื่อเด็กเจ็บป่วย
และการรับภูมิคุ้มกันโรคตามวัย และเมื่อเด็กป่วยเข้ารับการตรวจรักษา พ่อแม่
ผู้ปกครองจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กที่ป่วย เป็นต้น แต่ผลการศึกษา
ดังกล่าวกลับพบว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองยังให้การเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 3
ปี ไม่ถูกต้องหลายเรื่องโดยเฉพาะเกี่ยวกับอาหารนม อาหารเสริม การรับภูมิคุ้มกันโรค
การป้องกันอุบัติเหตุ การส่งเสริมพัฒนาการตามวัยและการดูแลเมื่อเด็กป่วย
เช่น เป็นหวัด มีบาดแผล ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพ่อแม่ ผู้ปกครอง มีความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กไม่ถูกต้อง
ซึ่งการมีความรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่าง
ทั้งด้านพ่อแม่ ผู้ปกครองเอง สิ่งแวดล้อมและรูปแบบการให้ความรู้
รูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่
ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็ก เป็นกระบวนการให้ความรู้ที่ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง
ๆ ผู้ให้ความรู้ วิธีการ สื่อ โสตทัศนูปกรณ์ สถานที่ และวัน เวลา ซึ่งต้องมีความเหมาะสม
สอดคล้องกับความสามารถในการเรียนรู้ และตรงกับความต้องการความรู้นั้น ๆ
ที่สำคัญคือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง นำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติในการให้การเลี้ยงดูเด็กได้
ดังนั้น
มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในฐานะองค์การช่วยเหลือและพัฒนาเด็กในชุมชนแออัดจึงมีความสนใจ
ที่จะพัฒนารูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า
3 ปี ในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส คือเด็กที่อยู่ในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครด้วยกระบวนการวิจัยที่ให้ประชาชนในชุมชนแออัด
ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Steakholder) มีส่วนร่วม (Community Participation)
ในขั้นตอนของ การให้ความรู้โดยเชื่อว่ารูปแบบการให้ความรู้ฯ ที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจะทำให้พ่อแม่
ผู้ปกครองมีความรู้ที่จะสามารถเลี้ยงดูบุตรของตนเองหรือเด็กที่เลี้ยงดูได้อย่างถูกต้อง
ส่งผลให้เด็กเหล่านั้นมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ตามวัยได้อย่างเหมาะสม และยังอาจนำรูปแบบการให้ความรู้ที่พัฒนาขึ้นไปใช้เพื่อให้ความรู้แก่พ่อแม่
ผู้ปกครองในชุมชนอื่นๆ ได้ต่อไป
|