ครูในระบบมอนเตสซอรี่

          จุดสําคัญในความสําเร็จของการสอนแบบมอนเตสซอรี่ คือ ครูจะต้องได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะให้รู้แนวทางในการที่จะจัดห้องเรียน การจัดการเรียนการสอนและจัดหลักสูตรให้เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการตามธรรมชาติในแต่ละขั้นตอนของพัฒนาการตามวัย ครูทำงานกับเด็กภายใต้ความเชื่อที่ว่า เด็กสามารถกระตุ้นให้เรียนรู้ได้อย่างธรรมชาติ เมื่อเด็กสนใจสิ่งที่เขากําลังเรียนอยู่ เขาจะทํางานของเขาเอง วินัยในตนเองและสมาธิก็จะเกิดขึ้น การให้รางวัลเพื่อเป็นการกระตุ้นนั้นไม่จําเป็นครูทําเพียงการสร้างความมั่นใจ สร้างความมั่นคง ปลอดภัยทางจิตให้เกิดขึ้นแก่เด็ก

          ครูที่จะสอนแบบมอนเตสซอรี่ จะต้องได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากสถาบันฝึกหัดครูที่ได้รับการรับรองจากสมาคมระดับชาติหรือระดับนานาชาติ การเรียนโดยทั่วไปประมาณ 2 ปี ช่วงเวลาเรียนสถาบันเป็นผู้กําหนด การฝึกปฏิบัติงานการสอนกับเด็กในโรงเรียนและจัดทําคู่มือการสอนด้วยตนเอง ก็เป็นส่วนสําคัญอย่างหนึ่งในการเรียน

การทําหน้าที่ครูปฐมวัยในระบบมอนเตสซอรี่

          ครูมอนเตสซอรี่ทํางานมากกว่าที่กําหนดไว้ในหลักสูตร สิ่งสําคัญคือช่วยให้เด็กได้ไปถึงในสิ่งที่เขาต้องการและพร้อมที่จะเรียน ไม่ได้สอนเพื่อให้เด็กได้เกรดดีๆ แต่เป็นการทํางานกับเด็กเพื่อให้เด็กมีพื้นฐานในการรักการเรียนรู้ ครูจะต้องทําความเข้าใจเด็กแต่ละคนว่ามีลักษณะเฉพาะตัวในการเรียนรู้และพื้นฐานทางอารมณ์อย่างไร

          ดร. มอนเตสซอรี่ เชื่อว่าครูควรให้ความสนใจเด็กเป็นรายบุคคล ดูแลให้เด็กได้รู้จักการคิด สํารวจ ตรวจสอบ และแสวงหาคําตอบด้วยการค้นคว้าด้วยตนเอง จุดประสงค์หลักของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ที่ครูจะต้องใส่ใจ คือ ช่วยเด็กให้เรียนอย่างอิสระ ให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น มีความคิดสร้างสรรค์ ได้พัฒนาสติปัญญา ดังนั้นครูของมอนเตสซอรี่จะต้องเป็นผู้อํานวยความสะดวก เป็นพี่เลี้ยงดูแล เป็นผู้ให้คําแนะนําแก่เด็ก ซึ่ง ดร. มอนเตสซอรี่ใช้คําว่า "ผู้อํานวยการ"(director or directress) แทนคําว่าครู (teacher) โดยหมายถึง บทบาทของผู้ประสานงาน แต่ปัจจุบันโรงเรียนมอนเตสซอรี่พอใจจะเรียกครูว่า "ผู้แนะนํา" (guide) แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตามการเรียนการสอนต้องให้เด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียน

          บทบาทของครู จะไม่ใช้การทํางานกับเด็กทั้งชั้น บทบาทแรกคือการเตรียมและดูแลสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทางสติปัญญา ทางอารมณ์ และทางสังคม ของเด็กที่จะเข้าไปทํางาน โดยจัดโอกาสที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กแต่ละคนในชั้นได้พบกับสิ่งที่ต้องการและสนใจ การดูแลเด็กในการเรียนด้วยตนเอง ต้องให้ความชัดเจนแก่เด็ก และให้ข้อมูลที่จําเป็น เช่น ชื่อของอุปกรณ์ สถานที่วางบนชั้นวางของ วิธีการใช้อุปกรณ์

          ครูจะต้องสังเกตเด็กเพื่อจะได้ทราบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็ก รู้จุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อช่วยจัดหลักสูตรและจัดทางเลือกต่าง ๆ ให้เด็กได้พบกับความสําเร็จ

          นอกจากนี้ ดร. มอนเตสซอรี่ ยังได้กล่าวถึงลักษณะของครูปฐมวัย โดยเน้นยํ้าถึงความสําคัญของครูในระบบมอนเตสซอรี่ ดังนี้

          1. ครูจะต้องมีความรักต่อเด็ก มีเจตคติที่ดีต่อการทํางานกับเด็ก

          2. ความสามารถในการสังเกต มีความสําคัญต่อการทํางานของครูอย่างมาก เพราะจากการสังเกตเด็ก ครูจะสามารถรู้ถึงความต้องการของเด็ก ทราบว่าเด็กต้องการเรียนรู้เรื่องใด ทําอะไรได้บ้าง มีปัญหา
อะไร และครูจะเข้าไปช่วยได้อย่างไร มอนเตสซอรี่ได้กล่าวว่า บุคคลใดที่ไม่มีความสามารถในการสังเกตย้อมจะเป็นครูที่ดีไม่ได้

          3. ครูต้องให้อิสระแก่เด็กในการตัดสินใจ ให้โอกาสในการเลือก ให้เด็กได้เสี่ยงในการทํางานและได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่จะเป็นสิ่งที่ช่วยทําให้เด็กค้นพบผลของการทํางานของตนเอง

          4. ครูจะต้องมีความสามารถในการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม มีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะ กลไก ประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว และวิชาการ เด็กจะได้เลือกและทํางานด้วยตนเอง มอนเตสซอรี่พบว่าเด็กจะมีสมาธิและนั่งทํางานได้เป็นเวลานานในสิ่งที่เด็กสนใจ เมื่อเด็กทํางานใด มักจะทําซํ้ า ๆ จนกระทั่งมีความมั่นใจและชํานาญในการกระทําสิ่งนั้น

          5. ครูต้องจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการและความต้องการของเด็ก เด็กจะมีแรงจูงใจภายในที่จะทํางานให้สําเร็จด้วยตนเอง เมื่อทํางานสําเร็จนั่นคือ รางวัลที่เกิดขึ้นภายในจิตของเด็ก ดังนั้นการสอนแบบมอนเตสซอรี่จะเน้นแรงจูงใจภายใน มิใช่แรงจูงใจภายนอก เช่น การให้รางวัล เหมือนที่ทํากันโดยทั่วไป

บทบาทและความรับผิดชอบของครูในระบบมอนเตสซอรี่

          1. เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างเด็กและสิ่งแวดล้อมที่เตรียมไว้
          2. เป็นผู้สังเกตและแปลความหมายสิ่งที่เด็กต้องการ
          3. เป็นผู้ทําการทดลอง ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับความสนใจและความต้องการของเด็ก
          4. เป็นผู้จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
          5. ประเมินการทํางานของตนเอง และประเมินความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคนทุกด้าน
          6. เป็นบุคคลที่ให้ความเคารพและปกป้องดูแลเด็กได้
          7. เป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้ความรัก และดูแลเอาใจใส่เด็กแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน
          8. เป็นผู้รายงานผลความก้าวหน้าของเด็กให้ผู้ปกครองทราบ
          9. เป็นผู้ชักชวนให้เด็กรู้สึกชอบ และอยากทําอุปกรณ์ที่ครูสาธิตให้ดู โดยไม้ต้องกระตุ้น
          10. เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านพฤติกรรมให้กับเด็ก
          11. เป็นผู้ที่รู้จักประนีประนอม สร้างสันติให้เกิดขึ้น มีความสุภาพอ่อนโยน
          12. รู้จักวินัย ไม่ตัดสินเด็กแต่ละคนจากความรู้สึกของตนเอง