(ร่าง)
นโยบายว่าด้วยการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้น ป.1

1. ความเป็นมา

ความหวังอันสูงสุดของพ่อแม่คือให้ลูกเป็นคนที่มี การศึกษาที่ดี คำว่า "ลูกมีการศึกษาที่ดี" ของพ่อแม่มักจะ หมายถึงสอบได้คะแนนดี และได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ด้วยเหตุนี้พ่อแม่ส่วนหนึ่งจึงตั้งหน้าตั้งตาเร่งลูกให้เรียน เริ่มตั้งแต่อนุบาล เพื่อจะให้อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นให้เร็วที่สุดเพื่อให้เข้าโรงเรียนดังกล่าวได้ ความเชื่อเหล่านี้ยังคงฝังลึกอยู่ในความคิดของพ่อแม่ โดยอาจไม่คำนึงถึงความพร้อมของเด็กตามวัย และอาจไม่คำนึงว่าเด็กจะเรียนอย่างมีความสุขหรือไม่

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกมานานแล้วว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลนั้น จะต้องเป็นการเตรียมความพร้อมทุกด้านก่อนเข้าสู่การศึกษาระดับประถมศึกษา เด็กอนุบาลควรได้รับ การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ การอยู่ร่วมในสังคมและการเตรียมความพร้อมเพื่อการพัฒนาสติปัญญา ธรรมชาติของเด็กวัย 3-5 ปี เป็นวัยที่การควบคุมด้านร่างกายยังไม่คล่องแคล่ว ประสาทสัมผัสต่างๆ หู ตา มือ ฯลฯ ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา การทำงานยังไม่แม่นยำ และไม่เต็มที่ เด็กวัยนี้เพิ่งจะเริ่มออกจากอ้อมอกพ่อแม่ ออกจากบ้านเพื่อมาสู่โลกใหม่คือโรงเรียน เด็กต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการพึ่งพาตนเองได้ตามสมควร

แนวทางการจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลที่ถูกต้อง จึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทุกด้าน ไม่ใช่การบังคับให้เด็กนั่งเรียนกันอยู่แต่ในห้องเรียน และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเร่งรัดให้อ่านเขียน ท่องจำ คำนวณเลขคณิตเท่านั้น แต่จะต้องให้เด็กได้เรียนอย่างสนุก มีการเล่นต่างๆ เพื่อช่วยการพัฒนา และการเรียนรู้ด้านการคิดและอื่นๆ ให้เป็นไปตามวัยและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

เหตุที่โรงเรียนอนุบาลต้องสอนวิชาการอย่างเข้มข้นด้านเดียว เนื่องจากโรงเรียนประถมศึกษาจำนวนหนึ่ง (โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ต้องการของผู้ปกครอง) ใช้วิธีการคัดเลือกเด็กอนุบาลเข้าเรียนชั้น ป.1 ด้วยการสอบข้อเขียนวิชาการที่เน้นเนื้อหาวิชาการมาก เป็นแรงกดดัน บีบบังคับให้โรงเรียนอนุบาลและพ่อแม่ผู้ปกครองเร่งให้เด็กเรียนเนื้อหาวิชาการ โดยไม่สนใจการพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน ถึงแม้โรงเรียนอนุบาลหลายๆ แห่ง จะพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนโดยเน้นธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กตามปรัชญา และหลักการจัดการศึกษาอนุบาลที่ถูกต้อง แต่ก็ได้รับความสนใจน้อย ยิ่งไปกว่านั้นกลับมีโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้า ป.1 เปิด "ติว" ด้านเนื้อหาวิชาการอย่างเข้ม ทำให้เด็กอนุบาลเครียด มีความทุกข์ เบื่อหน่ายการเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน และที่สำคัญคือขาดโอกาสในการพัฒนาอย่างรอบด้าน โดยผู้ดำเนินการ "กวดวิชา" มักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเป็นเรื่องหลัก

สถานการณ์การสอบเข้า ป.1 ของเด็กอนุบาลในปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤต จึงจำเป็นจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ และให้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

2. เหตุผลที่ต้องมีนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้น ป.1

การที่โรงเรียนประถมศึกษาจำนวนหนึ่งมีผู้นำเด็กมาสมัครเป็นจำนวนมากไม่สามารถรับเด็กทั้งหมดได้ จึงได้ดำเนินการคัดเลือกเด็กที่จะเข้าเรียนในระดับชั้น ป.1 ด้วยวิธีการสอบข้อเขียนที่เน้นเนื้อหาวิชาการเป็นหลัก ส่งผลกระทบให้การจัดการเรียนการสอนในระดับอนุบาลไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย กล่าวคือ มีการเร่งเรียนการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขคณิตยากๆ เน้นการท่องจำ ไม่ สนใจหรือสนใจน้อยกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ที่สำคัญคือสำหรับเด็กวัยนี้ วิธีการดังกล่าวบั่นทอนพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีอัตราของการพัฒนาการสูงในทุกด้าน

3. สภาพปัจจุบันและปัญหา

3.1) มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 ได้ระบุว่ารัฐยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) เพราะการพัฒนาเด็กวัยนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทางสมองของบุคคล ดังนั้นในการจัดทำแผนปฏิบัติการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ต้องให้ครอบคลุมการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้วย

3.2) สิทธิทางการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา และแนวการจัดการศึกษา ดังนี้

มาตรา 10 การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิ และโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ

มาตรา 17 ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน…กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา

ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย

3.3) สภาพปัญหา

ก. ด้านโรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนประถมศึกษา

1)โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ทราบและเข้าใจหลักการศึกษาปฐมวัยเป็นอย่างดี แต่บางแห่งต้องพยายามจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง คือการเน้นการสอนเนื้อหาวิชาการล้วน ๆ ที่จะสอบเข้า ป.1

2)สาเหตุของการสอบคัดเลือกมาจากความไม่สมดุลกัน ระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของแต่ละโรงเรียน กล่าวคือ จำนวนเด็กมาสมัครมากกว่าจำนวนที่สามารถจะรับได้

3)เกี่ยวข้องกับ ข้อ 2 โรงเรียนต่างๆ มีคุณภาพที่ไม่ทัดเทียมกัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ปกครองมี ค่านิยมต้องเลือกโรงเรียนเพื่อลูกจะได้มีโอกาสดีกว่า หรือเลือก โรงเรียนเก่าแก่มีชื่อเสียง มีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง พ่อแม่ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกของตนได้อยู่ในสังคมนั้นๆ

4)การคัดเลือกเด็กเข้าเรียนชั้น ป.1 ของโรงเรียนประถมศึกษาเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนหรือคณะบุคคลที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งอาจเข้าใจหลักการและ วิธีการของโรงเรียนอนุบาลบ้าง และไม่เข้าใจโดยถ่องแท้บ้าง หรือมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามความต้องการของผู้ปกครอง

5)การพิจารณาคัดเลือกแต่เด็กที่ได้คะแนนสูงไว้ในโรงเรียนอาจถือเป็นเรื่องจำเป็นของโรงเรียนบางแห่ง แต่ วิธีการไม่คละเด็กนี้ไม่เอื้อให้เด็กได้อยู่ร่วมกันในสภาพห้องเรียนที่สะท้อนสภาพจริงทางสังคม กล่าวคือภูมิหลังของเด็กที่ต่างกัน หรือสภาพพิการ สภาพด้อยโอกาสต่างๆ

6)สถาบัน/ศูนย์กวดวิชาเข้า ป.1 ใช้ช่องว่างระหว่างความไม่เข้าใจในเรื่องการจัดการศึกษาของเด็กปฐมวัย และความไม่มั่นใจของผู้ปกครองในความสามารถของเด็กเพื่อการสอบเข้า ป.1 ดำเนินธุรกิจการกวดวิชา โดยอาจมองผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลักมากกว่าผลประะโยชน์สูงสุดของเด็กและ โดยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครองว่าเด็กจะสอบเข้าได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัญหาหลักคือทำให้เด็กไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่น ที่เป็นประโยชน์และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียเงินไปกวดวิชา

ข. ด้านผู้ปกครอง

1) ผู้ปกครองมีความเชื่อ ค่านิยม และความศรัทธาในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะมีเด็กสมัครเข้าเป็นจำนวนมาก และจำนวนรับจำกัด โรงเรียนเหล่านี้หลายแห่งจะใช้แบบทดสอบที่ต้องอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นอย่างคล่องแคล่ว ถ้าสอบไม่ได้ เด็กบางคนถูกพ่อแม่ทำโทษด้วยการเฆี่ยนตี/ดุด่า หรือ ว่ากล่าวอย่างรุนแรงหรือตำหนิติเตียน จนเด็กเกิดอาการขวัญเสีย เสียกำลังใจ ท้อแท้ และอาจเบื่อหรือเกลียดการเรียนได้ในที่สุด

2) ผู้ปกครองมีความเชื่ออย่างรุนแรงว่า ในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเอกชนบางแห่งมีคุณภาพเหนือกว่าโรงเรียนของรัฐบาล และเชื่อว่าตัวบ่งชี้คุณภาพของโรงเรียนดูได้จากจำนวนเด็กที่มาสอบเข้ากับจำนวนเด็กที่โรงเรียนจะรับได้

3) ความต้องการให้ลูกเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของผู้ปกครองเป็นแรงกดดันที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ต่อการทำงานของครูอนุบาล และต่อวิธีการคัดเลือกเด็กเข้า ป.1 เพราะส่วนมาก ผู้ปกครองมักจะวิตกกังวล ว่าเด็กของตนอาจสอบไม่ได้

4) บางครอบครัวต้องประสบปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว สาเหตุจากการที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนที่ต้องการไม่ได้

ค. ด้านเด็ก

1) เด็กตกอยู่ในภาวะเครียดจากความกดดันของผู้ปกครอง และ ครูอนุบาล ที่คาดหวังให้เด็กต้องสอบเข้า ป.1 ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงให้ได้ เมื่อเด็กสอบเข้าไม่ได้ทำให้ผู้ปกครอง ผิดหวังในตัวเด็ก เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง ภาวะเครียดเกิดแก่เด็กได้ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในโรงเรียนอนุบาล ก่อนเข้าทดสอบ ขณะทดสอบ และหลังทดสอบแล้ว

2) เด็กขาดการพัฒนาตามวัยทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ต้องเร่งเรียนอ่านเขียนคิดเลขซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขาดการพักผ่อน และไม่มีโอกาสเล่นตามวัย

3) เด็กขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้วิธีการคิด เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดตามจินตนาการ ได้แต่ท่องจำ เพื่อทดสอบเพียงอย่างเดียว

4) เด็กขาดทักษะทางสังคม เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปในการเร่งเรียนวิชาการ

5) สิ่งที่จะต้องเรียนในชั้นประถมศึกษา ได้ถูกนำมาสอนตั้งแต่ในระดับอนุบาล เพื่อให้สอบเข้า ป.1 ได้ ทำให้เด็กต้องเรียนซ้ำซากเมื่ออยู่ชั้น ป.1 เด็กอาจมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนในโรงเรียนเพราะเบื่อหน่าย

6) การสอบคัดเลือกก่อให้เกิดค่านิยมการแข่งขันในเด็กแบบแพ้คัดออก เด็กเรียนรู้ด้วยว่าความรู้ซื้อได้ด้วยเงิน (เรียนกวดวิชา)

7) การสอนอ่านเขียนและคิดเลขคณิตยากเกินวัยในชั้นอนุบาลโดยที่เด็กยังไม่พร้อมเป็นการเร่งเด็กเกินไป โดยเฉพาะถ้าเด็กถูกบังคับให้เรียน หรือมิได้เรียนอย่างสนุกหรือมีความสุขในการเรียน ก็จะยิ่งทำให้เด็กเบื่อหน่ายและท้อแม้ได้

4. ข้อพิจารณาร่วมกัน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ และได้จัดทำการวิจัยเรื่องรูปแบบการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้น ป.1 พร้อมทั้งมีการติดตามผลการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนและรัฐที่ร่วมในการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการสอบเข้า ป.1 และมีข้อตกลง ดังนี้

1) โรงเรียนอนุบาลเกือบทุกโรงเรียนเห็นว่าไม่ควรมีการสอบคัดเลือกเข้า ป.1

2) ถ้ายังต้องมีการคัดเลือกเข้าเรียนชั้น ป.1 ก็ไม่ควรเน้นเนื้อหาวิชาการมากเกินไป

3) ควรเน้นการวัดความพร้อมของเด็กทุกด้าน (ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม) และใช้วิธีการที่หลายหลากผสมผสานกัน รวมทั้งให้สะท้อนความแตกต่างระหว่างบุคคล นอกจากนั้นโรงเรียนประถมศึกษาควรคำนึงถึงช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการคัดเลือกและวุฒิภาวะของเด็กแต่ละคน

4) ผู้บริหารทั้งระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา มีความเห็นตรงกันว่า โรงเรียนอนุบาลควรจัดการเรียนการสอนตามพัฒนาการของเด็กปฐมวัย และที่สำคัญมากคือในชั้นอนุบาลให้เน้นกิจกรรมสัมผัสประสาทต่างๆ เป็นหลัก ในบางกรณีอาจมีเด็กที่พร้อมจะเรียนรู้วิชาการได้บ้าง ก็ให้เน้นการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ และเสริมประสบการณ์ด้านการเข้าใจความแตกต่าง ความเหมือน ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหรือสภาพต่าง ๆ การรู้จักสังเกตจากสิ่งแวดล้อม (ที่ไม่ใช่ท่องจำ) การเข้าใจหลัก เหตุและผลง่าย ๆ เป็นต้น ส่วนในระดับประถมศึกษาควรเป็นการต่อยอดจากระดับอนุบาล ไม่ควรปรับหลักสูตรประถมศึกษาโดยถือว่าเด็กที่ผ่านอนุบาลมาแล้วต้องอ่านออกเขียนได้ คิดเลขได้หมดแล้วทุกคน

5) โรงเรียนควรเลือกวิธีการการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนอย่างรอบคอบ โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกโรงเรียน แต่ควรใช้วิธีการที่หลากหลายตามความเหมาะสมกับเด็ก และต้องเป็นแนวทางที่ยอมรับได้ โดยนักจิตวิทยา นักการศึกษาด้านเด็กปฐมวัย ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ

6) ในกรณีที่จำเป็นจะต้องคัดเลือก การดำเนินการคัดเลือกเด็กเข้า ป.1 ในรูปแบบที่หลากหลายนั้น ให้จัดทำโดยโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจตรงกันกับโรงเรียนก่อนดำเนินการคัดเลือก

7) โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนประถมศึกษาไม่ประสงค์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องไป "กวดวิชา" เด็ก แต่ต้องการให้เด็กสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเองอย่างมีความสุข และค่อยเป็นค่อยไป

8) ให้รัฐมีนโยบายที่ชัดเจน

5. วัตถุประสงค์ของนโยบาย

เพื่อให้มีแนวคิดและแนวทางร่วมกันทั้งประเทศในการยกเลิกการคัดเลือกเข้าเรียนชั้น ป.1 ที่เป็นข้อเขียนที่เน้นเนื้อหาวิชาการ

6. นโยบาย

นโยบายระยะยาว

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นไป โรงเรียนประถมศึกษาทุกสังกัดยกเลิกการคัดเลือกโดยสอบข้อเขียนที่เน้นเนื้อหาวิชาการเพื่อคัดเลือกเด็กเข้าเรียนชั้น ป.1

นโยบายระยะสั้น

1) โรงเรียนที่มีชั้นอนุบาลอยู่แล้วให้เด็กเลื่อนชั้นขึ้น ป.1 โดยไม่มีเงื่อนไข

2) โรงเรียนของรัฐในส่วนภูมิภาคให้รับเด็กทุกคน

3) โรงเรียนของรัฐและโรงเรียนเอกชนที่รับเด็กได้เต็มจำนวน ให้รับเด็กโดยไม่มีการคัดเลือก

4) โรงเรียนที่มีผู้สมัครมากกว่าจำนวนที่โรงเรียนจะรับได้ ควรดำเนินการรับเด็กด้วยวิธีการรับเด็กที่หลากหลาย เช่น ทดสอบความพร้อม จับสลาก กิจกรรมฐาน สัมภาษณ์เด็ก/ผู้ปกครอง แฟ้มบันทึกผลงานเด็ก เป็นต้น ในกรณีที่ต้องใช้ตัวอักษรหรือตัวเลขในแบบทดสอบ ให้ใช้โดยอาศัยหลักวิชาการปฐมวัยศึกษาและจิตวิทยาการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นหลัก

5) โรงเรียนประกาศนโยบายชัดเจน โปร่งใสในการรับเด็ก และตรวจสอบได้ในทุกกรณี

7. เป้าหมาย

ภายในปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประถมศึกษาทุกสังกัดใช้วิธีการที่หลากหลาย เหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการพัฒนาเด็ก เป็นแนวทางในการรับเด็กเข้าเรียนชั้น ป.1

8. ยุทธศาสตร์

1. โรงเรียนที่ใช้วิธีคัดเลือกร่วมกันพัฒนาแนวทางการรับนักเรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน และตามนโยบายและหลักการดังกล่าวข้างต้น

2. พัฒนาตัวอย่างของวิธีการคัดเลือกที่หลากหลาย โดยนักวิชาการและนักปฏิบัติ เพื่อเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดความพร้อมของเด็ก

3. เร่งสร้างความเข้าใจกับครูโรงเรียนอนุบาล และ ครู

โรงเรียนประถมศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง เรื่องพัฒนาการเด็กรอบด้านและการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิธีการคัดเลือกเด็ก/การเตรียมตัวเด็กเพื่อเข้า ป.1 ฯลฯ

4. สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงรอยต่อระหว่างอนุบาลศึกษากับประถมศึกษาเพื่อให้ครูอนุบาลและครูประถมศึกษาเข้าใจพัฒนาการของเด็กปฐมวัย และไม่ถือเอาว่า เด็กที่จะมาเข้า ป.1 ต้องอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นคล่องแล้วทุกคน และไม่ควรเร่งเด็กจนเกินไป เพราะการพัฒนาเด็กนั้นต่อเนื่องกันหมด

5. ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายเป็นระยะ เพื่อปรับปรุงวิธีการคัดเลือก

6. รณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจหลักการและวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัย

พ่อแม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาของลูกได้ด้วยการทำสิ่งที่พ่อแม่ทำได้ดีที่สุด นั่นคือการให้ความรัก ใช้เวลาอยู่กับลูก คุยกับลูก เล่นกับลูก ดูแลสุขภาพและความปลอดภัย เพียงเท่านี้พ่อแม่ก็สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการทุกๆ ด้านของลูกได้แล้ว

งานเลี้ยงลูกเป็นงานหนัก เหนื่อยทั้งกาย ใจ ต้องอดทน และที่สำคัญต้องมีความรู้ คนที่เป็นพ่อแม่สามารถเสริมพัฒนาการของลูกได้ด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาท/หน้าที่ของพ่อแม่ ดังนั้น การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้พ่อแม่ ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพ่อแม่ เพื่อให้สามารถส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ด้วยตนเอง

 

โดย

สำนักพัฒนาการเรียนรู้และเครือข่ายการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

ที่ปรึกษา
ดร. รุ่ง แก้วแดง
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

ดร. สายสุรี จุติกุล
ที่ปรึกษากลุ่มงานการเรียนรู้ปฐมวัย

ดร.สิริพร บุญญานันต์
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการเรียนรู้และเครือข่ายการศึกษาฯ

ภราดา ดร.วิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์
เลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิก (ประเทศไทย)

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กลุ่มงานการเรียนรู้ปฐมวัย

นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ฯ

น.ส.สมพร พรมดี นักวิชาการศึกษา