(Schools of Thoughts) สรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือ
1
. การให้ความสำคัญกับตัวเด็กและวิธีการเรียนรู้ของเด็กโดยหลักแห่งองค์รวม
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
และเป็นเรื่องที่ผู้คิดค้นนวัตกรรมได้ใช้ความเข้าใจในธรรมชาติ ความสามารถ
และความสนใจของเด็กแต่ละวัย เกิดเป็นความเชื่อว่าความรู้มิได้เกิดจากการที
่ครูสอนเนื้อหาวิชาให้เด็กโดยตรง แต่แนวคิดของกลุ่มนักการศึกษาแนวใหม่ได้ให้เหตุผลและอธิบายว่า
การที่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนแลประสบการณ์ทางสังคม
ความคิด ความรู้ของเด็กจึงต้องอาศัยฐานความคิด เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตจริงของเด็ก
ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมเมื่อได้รับการสนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่หลากหลายและเป็นกระบวนการ
ขั้นตอนก็จะเกิดการขยายความคิด สร้างความรู้ โดยความรู้ใหม่และความรู้เดิม
มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ครูจึงมีบทบาทในการจัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยให้เด็กแต่ละคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง
จึงอาจกล่าวได้ว่าในการสอนนั้นครูจะต้องมีการบูรณาการ แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการและทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้เข้าด้วยกัน
นอกจากนี้นักการศึกษายังได้นำความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสมองที่ว่า สมองส่วนที่ไม่ได้ถูกใช้งานจะถูกกำจัดทำลายไปมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละวัยทางด้านสติปัญญาให้เต็มที่
การที่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ในช่วง
0-5 ปี อย่างง่ายโดยไม่รู้ตัวและเรียนรู้ด้วยความเพลิดเพลิน สนุกสนานเป็นหลักการของกระแสการเรียนรู้แนวใหม่
คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (child centred) เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ทำกิจกรรมด้วยตัวเอง
(authentic activity) ทั้งนี้จะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู?แบบค้นหาและการมีปฏิสัมพันธ์
การใช้สื่อและการปรับบทบาทของครูและเด็ก ตามหลักทฤษฎีของกลุ่มแนวคิดสร้างองค์ความรู้
(constructivist principles) อนึ่ง การเรียนรู้หมายถึงการที่เด็กสามารถปรับความคิด
เพื่อใช้ในชีวิตจริง การเรียนรู้จึงมิใช่การสะสมความรู จากแหล่งภายนอกเพียงเท่านั้น
ครูจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็กจะต้องนำ
ไปใช้ในชีวิตไปในขณะเดียวกันด้วย (useful personal knowledge) หลักการดังกล่าวทำให้มีแนวโน้มในการใช้ตามแนวคิดพฤติกรรมนิยมน้อยลง
ข้อสมมติฐานเดิมในการสอนเด็กมองว่าสมองหรือความคิดของเด็กไม่มีพลังกระตุ้นในตัวเอง
เด็กแต่ละคนจะรับความรู้จากการถ่ายทอด และการฝึกทักษะเป็นสำคัญ ครูจึงมีบทบาทในฐานะเป็นผู้ชี้นำ
และมีอำนาจในการจัดการสอนฝ่ายเดียว การศึกษาตามแนวคิดใหม่เน้นการพัฒนาด้านสังคมและจิตใจ
จึงเกิดการจัดโปรแกรมที่เสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง (self-esteem)
โดยจัดกิจกรรมให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามความสามารถและความสนใจ จัดกิจกรรมที่เปิดกว้าง
ให้อิสระในการเลือก ให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เสริมสร้างพัฒนาการทุกด้าน
ทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจในตัวครู กล้าคิด กล้าแสดงออก ทำให้เด็กมีความรู้และทักษะทางสังคมควบคู่กันไป
(social competence)
2.
การปรับกระบวนการเรียนรู้และบทบาทครู
ปัจจุบันได้มีการนำแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า
นวัตกรรมการศึกษาเข้ามาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
(Child Centred) พื้นฐานแนวคิดการสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมการศึกษาปฐมวัย
เกิดจากความพยายามของนักการศึกษาหลายท่าน ซึ่งใช้หลักในการจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็ก
และเด็กกับครูให้เด็กทำกิจกรรมที่มีการวางแผน ลงมือปฏิบัติและสรุปทบทวน
เปิดโอกาสให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่มและกิจกรรมรายบุคคล ใช้ทักษะการสื่อสาร
ได้ทำงานที่ตนริเริ่ม ตัวอย่างเช่น หลักสูตรไฮ/สโคป(High/Scope) การสอนแบบโครงการ
(Project Approach) การสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language) นักการศึกษาเชื่อว่าการเรียนรู้โดยการที่เด็กได้เล่น
สัมผัส ลงมือกระทำด้วยตนเอง (Active Learning) เป็นปัจจัยสําคัญของการพัฒนาเด็กให้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพและตอบสนองความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
บทบาทครูจะเปลี่ยนจากการสอนเพื่อให้กับเด็กโดยตรง เป็นผู้อำนวยความสะดวก
สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก เชื่อมโยงความคิด
และสังเกตเด็กตามสภาพจริงเพื่อการประเมินผล
3.
การนำนวัตกรรมไปปฏิบัติ
การนำแนวคิดของนักการศึกษาหรือนำนวัตกรรมไปใช้ในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนต้องอาศัยหลักมนุษย์ปรัชญาและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ
กัน (humanistic and scienctific bases) ผู้ใช้นวัตกรรมต้องมีความรู้ความเข้าใจในปัจจัย
3 ประการ คือ ความเชื่อ ความเข้าใจในทฤษฎี และความสามารถในการปรับการสอน
ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน การนำนวัตกรรมไปใช้ขึ้นอยู่กับการที่บุคคลต้องการสร้างความเชื่อให้กับตนเองด้วยการนํานวัตกรรมไปปฏิบัติ
โดยมีการศึกษาทฤษฎีเพื่อให้เหตุผลและคําอธิบายกับตนเองในสิ่งที่ปฏิบัติได้
การเลือกนวัตกรรมต้องเลือกตามความเหมาะสมไม่จำเป็นต้องใช้แนวเดียวกันทุกโรงเรียน
ในต่างประเทศโรงเรียนมีอิสระและมีเหตุผลในการเลือกใช้แนวคิด สามารถที่จะนําข้อดีของแนวคิดต่างๆ
มาประยุกต์ใช้ที่สำคัญต้องพิจารณาปรับตามสภาพการณ์ของโรงเรียนแต่ละแห่ง
โดยอาจเริ่มทีละส่วนจากกิจกรรมขยายไปสู่หลักสูตร ครูผู้สอนจําเป็นต้องมีความสนใจอยากทดลองผู้บริหารต้องสนับสนุน
ไม้ให้เกิดแรงกดดันจากครูระดับประถมศึกษาหรือผู้ปกครอง เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง
คือการติดตามผลที่ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่เรียนตามแนวใหม่มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ภายในตัวเอง
มากกว่าเด็กที่เรียนโดยเน้นเนื้อหาการท่องจำ ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตทางการศึกษาของเราในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้โรงเรียนหลายแห่งได้นำนวัตกรรม
High/Scope,Whole Language, Waldorf, Project Approach มาทดลองใช้ด้วยผู้บริหารโรงเรียนเหล่านี้ได้ศึกษาติดตามแนวคิดใหม่
ๆ และมีความเชื่อว่าแนวคิดต่างๆ ที่เลือกใช้นั้นจะส่งผลตามที่เราได้ตั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อให้เด็กเป็นคนดี
คนเก่ง มีความสุข จึงควรมีการสนับสนุนให้นำแนวคิดมาปฏิบัติ และมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบเป็นในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน
(classroom research) วิธีดังกล่าวทำให้ครูมีแนวคิดและแนวปฏิบัติของตนเอง
เกิดการพัฒนาวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เกิดผลดีต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิสัยทัศน์ที่เราต้องการ
|