|
ความเป็นมา
หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยเป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นโดย
รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี และคณาจารย์ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์ความรู้นี้เป็นผลงานจากโครงการวิจัย ซึ่งหน่วยปฏิบัติการวิจัยการศึกษาปฐมวัย
ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปี
พ.ศ.2528 โดยดำเนินการเป็นโครงการย่อยมาเป็นลำดับ รวมทั้งสิ้น 6 โครงการ
จนสามารถสรุปเป็นหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถชีวิตไทย และจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งที่
1 ในปี พ.ศ.2535 และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2536 โดยการสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากองค์การ
UNICEF และฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทฤษฎีที่มีอิทธิพล
จากการรวบรวมทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและการจัดการศึกษาสําหรับเด็กปฐมวัยพบว่าทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย
ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและหลักการของต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็ก
ที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย
ดังนั้นคณะกรรมการวิจัย จึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา
วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ได้หลักการและรูปแบบในการพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ
แต่อย่างไรก็ตามสามารถแบ่งแนวคิดทฤษฎีได้ดังนี้
1.
แนวคิด หลักการ และข้อมูลของไทย ได้แก่
-
แนวคิดทางพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก
ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนามนุษย์ กระบวนการพัฒนาสติปัญญา
กระบวนการพัฒนาคุณธรรม และกระบวนการกัลยาณมิตร
-
แนวคิดทางวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสํานึกความเป็นไทย
ความประพฤติของเด็กไทย การอบรมเลี้ยงดูเด็กด้านค่านิยมและคุณธรรม การอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยรักและถนอม
แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาษา สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณและทางธรรมชาติ
และวงศาคณาญาติ
-
ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กไทย
แนวโน้มของสังคมและเด็กไทยในอนาคต
2.
แนวคิด หลักการ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก และได้รับการยอมรับในระดับสากล
ได้แก่
-
แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษา
ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กโดยครอบครัว
-
แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย
ประกอบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กปฐมวัย
กระบวนการ
องค์ความรู้ที่ได้เป็นผลมาจากการดำเนินงานตามกระบวนการ
ดังนี้
1.
ขั้นการสร้างหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย คณะกรรมการวิจัยรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั้งของไทยและต่างประเทศวิเคราะห์แนวคิดที่ใช้เป็นฐานของการวิจัย
และกำหนดเป็นหลักการในการพัฒนาเด็ก
2.
ขั้นการสร้างรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามวิถีชีวิตไทยโดยกําหนดกรอบความคิด
โครงสร้าง เนื้อหา วิธีการและกิจกรรมการพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับหลักการในการพัฒนาเด็กที่กำหนดไว้
แล้วเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ ได้พิจารณาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบให้สมบูรณ์ขึ้น
3.
ขั้นการทดลองใช้หลักการและรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยการพัฒนาสื่อตามที่รูปแบบนําไปทดลองใช้ในหมู่บ้านชนบทของไทยใน
4 ภาคภูมิศาสตร์ และเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
4.
ขั้นการเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยจัดพิมพ์ผลงานเผยแพร่ในประเทศไทยและแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษ
จัดพิมพ์เผยแพร่ในต่างประเทศ
ผลงานวิจัยอันเป็นองค์ความรู้
: หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
1. ผลการพัฒนาหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
1.1
หลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการข้อมูล
4 ด้าน คือ หลักการทางพระพุทธศาสนา หลักการทางวัฒนธรรมไทย หลักการทางการศึกษาปฐมวัย
และข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการ ปัญหาและแนวโน้มของสังคมไทยและเด็กไทยมีทั้งสิ้น
4 หมวด รวม 123 ข้อ ดังนี้
-
หลักการทั่วไปในการพัฒนาเด็ก
มีจํานวน 8 ข้อ
-
หลักการในการเตรียมครอบครัวเด็ก
มีจํานวน 8 ข้อ
-
หลักการในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
รวม 94 ข้อ จำแนกเป็น หลักการทั่วไปในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
มี 24 ข้อ และหลักการในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย
70 ข้อ
-
หลักการในการพัฒนาผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก
13 ข้อ
1.2
รูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย ที่พัฒนาขึ้นโดยยึดหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยมี
2 รูปแบบ คือ
1
) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ตามวิถีชีวิตไทยโดยครอบครัวเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย0-3
ปี ผ่านทางการพัฒนาพ่อ แม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก รูปแบบนี้ได้จัดทำสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จําเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน
และได้พัฒนาสื่อต่างๆ ให้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็กได้ศึกษาประกอบด้วยหนังสือชุดการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กจํานวน
37 เล่ม เทปเสียงบรรยายสาระในหนังสือจํานวน 37 ตลับ และปฏิทินสรุปสาระสําคัญจากหนังสือ
37 เล่ม โดยการให้บุคคลในชุมชนที่มีความสามารถทําหน้าที่จัดการศึกษาต่อเนื่อง
ให้พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กได้มาศึกษาร่วมกัน จัดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะยาว
โดยดําเนินการตามกระบวนการและสื่อที่ให้ไว้ตามคู่มือการอบรมผู้เลี้ยงดูเด็ก
การศึกษาในลักษณะนี้สามารถช่วยพัฒนานิสัยการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ของพ่อแม่ไปพร้อมๆกับการพัฒนาความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
ทั้งยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในครอบครัวด้วย
2
) รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย
3-6 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กำหนดกิจกรรมประจำวันของเด็ก
ซึ่งได้จัดไว้อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลกันในเรื่องต่างๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน
รวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต
ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ
และได้เรียนรู้จากการสอนโดยตรงซึ่งผู้ดูแลเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากการฝึกปฏิบัติในการทํางานจริง
โดยได้รับการนิเทศจากผู้นิเทศที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก
ซึ่งจะนิเทศให้ผู้ดูแลเด็กสามารถปฏิบัติงานได้ ตามคู่มือการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
2. ผลการทดลองนำร่องการใช้รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
สรุปได้ดังนี้
-
หลักการที่ใช้เป็นพื้นฐาน ในการพัฒนารูปแบบมีความเหมาะสม
รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยโดยครอบครัว เอื้ออำนวยให้คนในชุมชนสามารถช่วยกันพัฒนาพ่อแม่
หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในชุมชนให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กได้ดี
แม้ว่าผู้เลี้ยงดูเด็กจะมีพื้นฐานทางการศึกษาไม่เกินประถมศึกษาปีที่
6 อย่างไรก็ตาม ผลจากความรู้ความเข้าใจของพ่อแม่เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ส่งผลถึงตัวเด็กนั้น
ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน จำเป็นต้องติดตามต่อไป
-
รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยมีความเหมาะสม
สามารถช่วยให้ผู้ดูแลเด็กจัดการศึกษาให้แก่เด็กได้ดีขึ้น แม้ว่าผู้ดูแลเด็กจะมีความรู้ที่จํากัด
และมีปัญหาหลายประการ เช่น จำนวนเด็กมีมาก อาคารสถานที่ไม่เอื้ออำนวย
วัสดุอุปกรณ์การสอนมีน้อย
ผลจากการทดลองนำร่องการใช้รูปแบบเสนอแนะ 2 รูปแบบดังกล่าวนัยว่าประสบผลสําเร็จในภาพรวม
แต่ยังต้องการการปรับปรุงและการดำเนินการต่อไปในจุดที่ยังไม่สมบูรณ์
เนื่องจากเวลาจำกัดงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา การพัฒนาจึงได้ดำเนินการต่อไป
โดยปัจจุบันคณะผู้วิจัยกำลังดำเนินการต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 7 เพื่อติดตามผลการใช้รูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยต่อไ
|