|
ความเป็นมา
ดร.
ไวคาร์ต (Dr.David Weikart) ประธานมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮ/สโคป (High/Scope
Educational Research Foundation) เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาร่วมกับคณะนักวิชาการและนักวิจัย
อาทิ แมรี่ โฮแมน (Marry Hohmann) และดร. ชไวฮาร์ต (Dr.Larry Schweinhart)
ขึ้นจากโครงการเพอรี่ พรี สคูล (Perry PreSchool Project) ตั้งแต่ พ.ศ.2505
ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ Head Start เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้มีการศึกษาที่เหมาะสมและประสบความสําเร็จในชีวิต
โดยมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮ/สโคป
ศึกษาเปรียบเทียบเด็ก 3 กลุ่มประกอบด้วย (1) กลุ่มที่ได้รับการสอนจากครูโดยตรง
(Direct Instruction) (2) กลุ่มเนิร์สเซอรี่แบบดั้งเดิม (Traditional Nursery)
และ (3) กลุ่มที่ได้รับประสบการณ์หลักสูตรไฮ / สโคป ซึ่งจากการศึกษาติดตามเด็กเหล่านี้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอายุ
29 ปีพบว่า
กลุ่มทีเรียนด้วยหลักสูตรไฮ /สโคป ปัญหาพฤติกรรมทางสังคม อารมณ์ เช่น การถูกจับข้อหาลักขโมย
ทำร้ายผู้อื่น บกพร่องทางอารมณ์และล้มเหลวในชีวิตน้อยกว่าอีก 2 กลุ่ม ดังนั้นหลักสูตรนี้จึงพิสูจน์ได้ว่าช่วยป้องกันอาชญากรรม
เพิ่มพูนความสำเร็จทางการศึกษาและผลผลิตตลอดชีวิต (Weikart and others,1978
และ Schweinhart, 1988 และ 1997)
นอกจากนี้มูลนิธิฯ
ได้พัฒนาระบบการฝึกอบรมบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เรียนรู้ได้ง่าย เผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ
ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาครูมากกว่า 33,000 คน ได้รับการฝึกอบรมในเรื่องไฮ
/ สโคป และจากการสำรวจสมาชิกมากกว่า 200,000 คน ของสมาคมการศึกษาแห่งชาติ
(NAEYC) พบว่าร้อยละ 28 ของสมาชิกได้รับการฝึกอบรมในเรื่องไฮ / สโคป และร้อยละ
44 ใช้หลักสูตรไฮ /สโคปในบางบริบทด้วย (Schweinhart,1997)
ทฤษฎีที่มีอิทธิพล
ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาหลักสูตรไฮ
/สโคปใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์(Piaget)
เป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน ซึ่งเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทํา
(Active learning) แต่ต่อมามีการผสมผสานทฤษฎีและแนวคิดอื่นๆ เช่น ทฤษฎีของอีริกสัน
(Erikson) ในเรื่องการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ
อย่างอิสระและไวก๊อตสกี้ (Vygotsky) ในเรื่องปฏิสัมพันธ์และการใช้ภาษา
เป็นต้น
หลักการ
1
. หลักการของหลักสูตรไฮ/สโคปสามารถสรุปเป็นแผนภูมิรูปภาพวงล้อของการเรียนรู้
(High/Scope Wheel of Learning) ดังนี้

2.
หลักสูตรไฮ /สโคปเน้นความสำคัญของการเรียนรู้แบบลงมือกระทําผ่านมุมประสบการณ์
หรือศูนย์การเรียนที่หลากหลายด้วยวัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
การแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้นได้รับการส่งเสริมในขณะเด็กวางแผนแต่ละวันว่าจะทำอย่างไร
ปฏิบัติตามที่วางแผนและทบทวนสิ่งที่พวกเขาได้ทำ ครูใช้การสอนกลุ่มย่อยเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ
ใช้คำถาม การสนับสนุนและการขยายการเรียนรู้ของเด็กๆ ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มพูนทักษะการสื่อสาร
(Gordon, A. M. and Willams Browne, K., 1995)
3.
มีความสมดุลระหว่างประสบการณ์ที่เด็กริเริ่ม และกิจกรรมที่ครูวางแผนการสอน
ครูใช้เทคนิคการสังเกตในการศึกษาและเข้าใจการเล่นของเด็ก
4.
ผู้ปกครองมีบทบาทสําคัญมากในการศึกษาแนวนี้ เพราะต้องปฏิบัติต่อลูกของตนว่าเป็นผู้เรียนรู้ที่สามารถและกระตือรือร้น
โดยทั้งครูและผู้ปกครองมีฐานะเป็นเพื่อนร่วมงาน ที่ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
กระบวนการ
1
. ยุทธวิธีการสอนที่สําคัญของไฮ / สโคป การเรียนรู้แบบลงมือกระทํา (Active
learning) ซึ่งสะท้อนบริบทของการตอบสนองความสนใจของเด็ก ให้เด็กเรียนรู้อย่างสนุกสนาน
เพลิดเพลินด้วยสื่อการสอนที่หลากหลาย โดยที่สื่อเหล่านี ้เปิดโอกาสให้เด็กกระทํา
ลงมือปฏิบัติ สัมผัส เล่นและควบคุม เด็กมีการเลือกและตัดสินใจ ตลอดจนใช้ภาษาในการสื่อความหมายภายใต้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่
2.
กิจวัตรประจําวันของเด็ก เน้นการเปิดโอกาสให้ทั้งครูและเด็กเรียนรู้ร่วมกัน
จากการทํากิจกรรมกลุ่มใหญ่กลุ่มย่อยและรายบุคคล โดยในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาหนึ่ง
( 60 นาที ) เป็นช่วงวางแผน ลงมือปฏิบัติและทบทวน (Plan Do Review) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการให้เด็กริเริ่มกิจกรรมอย่างอิสระ
ทําให้เด็กได้พัฒนากระบวนการทํางานอย่างมีระบบ เป็นขั้นตอนนําไปสู่ความมั่นใจและความเชือมั่นในตนเอง
เพราะในกระบวนการนี ้เด็กจะได้เลือกทํากิจกรรมที่หลากหลายจากมุมประสบการณ์ต่างๆ
ในห้องเรียน และการเรียนรู้เกิดขึ้นในขณะที่เด็กกระทําสัมผัส และทดลองกับสิ่งต่างๆ
และผู้ที่รอบข้าง ( รักสกุลไทย , 2537)
3.
การจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
มีการเลื่อนไหลของกิจกรรม ทําให้เด็กรู้สึกกระตือรือร้น
4.
การประเมินพัฒนาการเด็ก ใช้หลักการประเมินผลตามสภาพจริง (Anthentic Assessment)
ครูซึ่งจะทํางานเป็นคณะ (Teamwork) วางแผนร่วมกันและจัดทําบันทึกประจําวัน
จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคลและสรุปลงใน Child Observation Record
หรือ COR
|