|
การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียน
มุ่งให้ทุกคนที่เข้ามาสัมผัสกับโรงเรียนแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในบ้านที่เปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต
(An amiable school) ลักษณะตัวอาคารและพื้นที่ในโรงเรียนจึงส่งเสริมให้มีการพบปะ
การติดต่อสื่อสารกัน และมีความสัมพันธ์กันของบุคคลทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับระบบโรงเรียน
การจัดรูปแบบทางโครงสร้าง
สิ่งของวัตถุ ตลอดจนการจัดกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นให้เกิดขบวนการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยการเลือกสิ่งที่สนใจ
การแก้ปัญหา และการค้นพบ
การจัดสถานที่ในอาคารเรียน
ครูจัดที่สําหรับที่ที่ครูพบกับนักเรียนทั้งกลุ่ม ที่สําหรับนักเรียนทํากิจกรรมกันเอง
ที่ที่ครูจะพบปะกับเด็กกลุ่มเล็ก หรือแม้กระทั้งที่นักเรียนจะอยู่เพียงลําพัง
ครูรับรู้ว่าเด็กนั้นสามารถเรียนรู้จากกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กทํากิจกรรมร่วมกันในกลุ่มเล็กๆ
หลักสูตร
ไม่มีการกําหนดเนื้อหาแน่นอนชัดเจน วิธีปฏิบัติคือแต่ละโรงเรียนใน Reggio
Emilia จะรวบรวมรายชื่อหัวข้อโครงการที่คาดว่าจะสัมพันธ์กับความสนใจของเด็ก
โครงการที่เตรียมอยู่ในมือครนั้นจะมีทั้งโครงการระยะสั้นและโครงการระยะยาว
แต่ถ้าเด็กสนใจในเรื่องที่อยู่นอกเหนือรายการหัวข้อที่ครูกําหนดไว้ล่วงหน้า
กิจกรรม โครงการ ในห้องเรียนก็จะปรับเปลี่ยนไปตามความสนใจของเด็ก สภาพการจัดกิจกรรมและประสบการณ์จะลื่นไหลไปตามสภาวการณ์ที่สนองความสนใจของเด็กในขณะนั้น
เช่นหัวข้อโครงการ "สิ่งปลูกสร้าง" (building) เมื่อเสร็จสิ้นโครงการอาจปรากฏชิ้นงานของเด็กเป็นกระท่อม
เสาสูง บ้านเช่าแบบห้องชุด หรืออื่นๆ ตามจินตนาการและการสร้างสรรค์จากเด็ก
การวางแผนการสอนของครู
คือ การจัดเตรียมสถานที่และพื้นที่ที่อํานวยความสะดวกในการเรียนรู้สําหรับเด็ก
วัสดุอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้ที่ประกอบการเรียนรู้ ความคิด สถานการณ์
และโอกาสหรือจังหวะที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้
การวางแผนการสอนในรูปแบบนี้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและสื่อสารกันระหว่างผู้สนับสนุนการศึกษาทั้ง
3 คือเด็ก ครู และครอบครัวของเด็ก ในสภาพความเป็นจริงแล้ว สถาบันทางการศึกษาคือ
ระบบของการสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์ของผู้สนับสนุนการศึกษาทั้ง 3 ซึ่งสามารถบูรณาไปสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น
กิจกรรมการเรียนการสอนที่โดดเด่น
ใน Reggio Emilia คือเด็กๆ เกิดการเรียนรู้จากโครงการ (Projects) ก่อนการสอนโครงการในชั้นเรียน
ครูทุกคนจะประชุมพูดคุยกันถึงโครงการที่เกิดขึ้นได้จากความสนใจของเด็ก
และคํานึงถึงความคิดคล้ายคลึงกับโครงการที่อาจเกิดขึ้น สมมติฐาน ทางเลือกหรือตัวเลือกสําหรับเด็ก
ครูจะวางกรอบความคิดถึงขั้นตอนแต่ละระยะของโครงการ ตลอดจนการเตรียมการณ์ที่พร้อมสําหรับสิ่งที่ไม่คาดหวังว่าอาจจะเกิดขึ้น
เมื่อเริ่มโครงการในชั้นเรียนครูจะเอื้อให้เด็กได้ค้นหาสิ่งที่เป็นที่สนใจของตนและทํางานในโครงการที่ตนเองสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการระยะสั้น หรือโครงการระยะยาว ความคิดโครงการของเด็กนั้นมีรากฐานมาจากประสบการณ์ต่อเนื่องที่สร้างสมมาทั้งของเด็กและครู
และจากการปฏิบัติของการก่อร่างองค์ความรู้ด้วยกัน
บทบาทของผู้ปกครองและครู
ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่ทําให้เด็กพอใจหรือเป็นเพียงผู้ตอบคําถามสําหรับเด็ก
แต่ต้องช่วยให้เด็กค้นหาคําตอบด้วยตนเอง และที่สําคัญกว่านั้นคือการช่วยให้เด็กสามารถถามคําถามที่ดีต่อตัวเด็กเองด้วย
ครูจะเป็นผู้สังเกตและฟังเด็กอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนและดําเนินการตามโครงการร่วมกับเด็ก
ข้อมูลและความเข้าใจเด็กที่เพิ่มพูนขึ้น มีผลให้ครูวางตนเป็นแหล่งข้อมูลสําหรับเด็ก
ครูถามคําถามที่ก่อให้เกิดการล่วงรู้ถึงความคิด สมมติฐาน และความคิดของเด็ก
และคอยอํานวยโอกาส และสิ่งแวดล้อมที่ให้เด็กค้นพบและเกิดการเรียนรู้ ครูจะคํานึงถึงตนเองเป็นผู้ร่วมงานในการเรียนและเพลิดเพลินกับการค้นพบร่วมกับเด็ก
(Teachers as partners)
ตารางเวลากิจวัตรประจําวัน
จะมีความยืดหยุ่นและปรับได้ตลอดเวลาเพื่อความเหมาะสมต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็ก
เด็กจะเป็นผู้กําหนดจังหวะเวลาโดยตนเองในการวางแผนและดําเนินการทํากิจกรรมและโครงการ
เพื่อเด็กๆ จะสามารถทํากิจกรรมหรือโครงการให้ลุล่วงอย่างไม่ต้องรีบเร่ง
โดยครูเรียนรู้ถึงจังหวะเวลาของเด็กแต่ละคน เด็กจะอย กับครูคนเดิมและเพื่อนกลุ่มเดิมเป็นรอบเวลา
3 ปี (กลุ่มแรกเกิดถึงสามปี และกลุ่มสามถึงหกปี) ในแต่ละปีกลุ่มจะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความต้องการตามพัฒนาการและความสนใจที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและเด็กกับเพื่อนยังคงเป็นกลุ่มเดิม
ศิลปะ
เป็นหนทางการสื่อความหมายให้ผู้ที่อยู่รอบข้างสามารถเข้าใจถึงกระบวนการคิด
ตลอดจนจินตภาพของเด็กต่อสิ่งแวดล้อมที่เด็กซึมซับรับรู้มา โรงเรียนสําหรับเด็กระดับปฐมวัยที่
Reggio Emilia จึงมีครูที่ได้รับการฝึกอบรมทางทัศนศิลป์เป็นพิเศษ ทํางานใกล้ชิดกับครูอื่นๆ
และเด็กในระดับปฐมวัย รวมถึงการไปเยี่ยมศูนย์เด็กเล็กเพื่อทํากิจกรรมทางศิลปะสําหรับเด็กวัยทารกและเด็กเล็ก
|