|
1)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 มาตรา 53 ระบุไว้ว่า...เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล
มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมจากรัฐ... และมาตรา 80 ระบุไว้ว่า
...รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน... เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
และชุมชน..
2)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8 (พ.ศ.2540-2544) ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาหลักที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยด้านต่าง
ๆ ดังนี้ การเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัย
-
สนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชน คู่สมรส และพ่อแม่ มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวและวิธีการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องเหมาะสม
โดยมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
-
สนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้รับบริการในรูปแบบต่างๆ เช่น ศูนย์พัฒนาเด็ก
สถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงานและในสถานประกอบการโดยดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐ
ภาคเอกชน ชุมชน และครอบครัว
-
สนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับการส่งเสริมด้านโภชนาการอย่างเพียงพอ และมีคุณภาพ
3)
แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ได้กำหนดให้มีการยกระดับการศึกษาพื้นฐานของปวงชนไว้ในแผนงานหลักที่
1 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้รับการบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อม
ก่อนที่จะมีครอบครัว เด็กแรกเกิดที่ควรได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและได้ตั้งเป้าหมายให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างน้อย
1 ปี ก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษาก่อนปี พ.ศ. 2544 และขยายปริมาณการเข้าถึงบริการการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาของเด็กปฐมวัย
(3-5 ปี ) จากร้อยละ 65 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ในปี พ.ศ. 2544 พร้อมทั้งได้วางแนวทาง/มาตรการในการขยายบริการการเตรียมความพร้อมแก่เด็กปฐมวัยไว้ดังนี้
3.1
จัดกิจกรรมและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว การวางแผนครอบครัว
วิธีการเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้องเหมาะสมแก่คู่สมรส พ่อแม่ และสมาชิกของครอบครัว
ผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง
3.2
รัฐและองค์กรทางสังคมสนับสนุนให้เด็กได้รับอาหารหลัก อาหารเสริม (นม) อย่างเพียงพอและมีคุณภาพโดยมีมาตรการเสริมเป็นพิเศษสำหรับเด็กที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการ
และเด็กที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
3.
3 ส่งเสริม สนับสนุนการเตรียมความพร้อมอย่างมีมาตรฐานแก่เด็กปฐมวัยในรูปแบบที่หลากหลาย
โดยดำเนินการเป็นกระบวนการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ชุมชน และครอบครัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กด้อยโอกาสให้ได้รับบริการแบบให้เปล่า
4)
นโยบายของรัฐบาล
คณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายชวน
หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันพฤหัสบดี ที่ 20
พฤศจิกายน 2541 นโยบายด้านการศึกษา ข้อ 2.6.2 (4) ให้ความรู้แก่พ่อแม่และครอบครัวในการวางรากฐานเบื้องต้นของชีวิตและเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นประถม
ตลอดจนการส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ทั่วถึง
5)
หน่วยงานจัดการศึกษา
หน่วยงานที่จัดบริการสำหรับเด็กปฐมวัย
มีทั้งภาครัฐและเอกชน ประมาณ 12 หน่วยงาน แต่ก็ยังไม่สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทั่วถึง
ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ขาดการประสานงาน และไม่มีเอกภาพของนโยบาย ตลอดจนทิศทางในการจัดการศึกษา
ในปี 2541 เด็กต่ำกว่า 3 ปี ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 อยู่ในความดูแลของพ่อแม่
/ผู้ปกครอง เด็กปฐมวัยอายุ 3-5 ปี ได้รับบริการการศึกษา ร้อยละ 85 ต่อประชากร
กลุ่มอายุ 3-5 ปี
6)
ขาดการบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ
การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวม
ต้องมีบูรณาการของงานด้านต่าง ๆ ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา การพัฒนาชุมชน
การประชาสงเคราะห์ โดยมีการประสานกับครอบครัว ชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพ
และจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันเหตุการณ์ วิทยาการทั้งระดับท้องถิ่น
ระดับประเทศและสากล แต่ในความเป็นจริงมีโครงการพัฒนาครอบครัว แต่ยังมีอุปสรรคขัดข้องหลายอย่างที่ควรแก้ไข
จึงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
7)
การขาดคุณภาพ
ผลการประเมินการจัดบริการพัฒนาเด็ก
3-5 ปี พบว่า ด้อยคุณภาพทั้งในด้านการบริหารและจัดการ ขาดคุณภาพในเรื่องวิธีการเรียนรู้ของเด็ก
เช่น การเรียนรู้โดยการให้เด็กท่องจำอย่างเดียว ไม่ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดตั้งแต่เล็ก
ๆ การให้เด็กนั่งอยู่กับที่ทั้งวัน การจัดหลักสูตรที่ตายตัว การเร่งสอนอ่าน
เขียน คิดเลข เพื่อให้สอบเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ ไม่ให้อิสระในการแสดงออก
ห้ามเด็กพูด ให้นั่งเงียบ ๆ บังคับให้ทำการบ้านทุกวัน ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
(Child Center)
8)
ขาดการให้ความรู้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างทั่วถึง
พ่อแม่
ไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีการเป็นพ่อแม่ที่ดี และวิธีรักลูกในทางที่ถูกที่ควร
พ่อแม่จำนวนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดในเรื่องการเลี้ยงดูลูก เช่น ให้ความรักด้วยวิธีการให้สิ่งของเป็นรางวัล
ตีเด็กทุกครั้งที่ทำผิด ขู่เด็กว่า "จะไม่รัก" ถ้าไม่เชื่อฟัง
เด็กไม่มีสิทธิพูดเวลารับประทานอาหาร ให้เด็กกลัวในตัวบุคคลที่ผิด ๆ เช่น
หมอ ตำรวจ ฯลฯ
9)
ขาดการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
กระบวนการผลิตครูและการเตรียมบุคลากร
เช่น ผู้ดูแลเด็กที่จะทำงานกับเด็กปฐมวัยจะต้องเน้นการเสริมสร้างให้บุคลากรมีคุณสมบัติที่เหมาะสม
มีความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะด้านจิตวิทยาเด็ก ปัจจุบันยังขาดการฝึกอบรม
ทั้งก่อนประจำการ และระหว่างประจำการอย่างเป็นระบบ ควรจัดฝึกอบรมได้ทั้งในระบบโรงเรียน
นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัย ในสถานที่ ๆ บุคคลนั้นจะเข้าทำงาน
10)
ขาดความเข้าใจเรื่องปรัชญาการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ปัจจุบันการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยดำเนินการโดยขาดความเข้าใจปรัชญาพื้นฐานที่มีต่อมนุษย์
และช่วงปฐมวัยของชีวิต จึงทำให้ไม่มีความเข้าใจสาเหตุที่ต้องจัด สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย
เป็นต้น
11)
ขาดการกำหนดมาตรฐาน
การจัดบริการสำหรับเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า
3 ปี และบริการสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ไม่มีการกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งไม่มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสม เช่น ขาดการกำหนดตัวบ่งชี้
คุณภาพ ขาดระบบการให้การรับรองคุณภาพ
12)
ขาดวิธีบริหารจัดการที่มีคุณภาพประสิทธิภาพ
ในกรณีที่มีการจัดการศึกษาโดยองค์กรหรือสถาบัน
ผู้บริหารจัดการบริการส่วนใหญ่ไม่ได้รับความรู้เฉพาะทางที่จะช่วยให้การบริการแก่เด็กปฐมวัย
เป็นไปอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการจัดหาทรัพยากรที่ เหมาะสมแก่เด็กตามวัย
13)
ขาดการวิจัย/ความรู้เชิงสังเคราะห์ที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
มีการศึกษาวิจัยองค์ความรู้ใหม่
ๆ องค์ความรู้ เรื่องพัฒนาการของเด็ก การอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม และทฤษฎีการเรียนรู้ดูแลเด็กปฐมวัยในต่างประเทศมากมาย
องค์ความรู้เหล่านี้น่าจะได้นำมาศึกษาและนำมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย
โดยการวิจัยและพัฒนาการเผยแพร่ รวมทั้งการส่งเสริมให้มีความเชี่ยวชาญแก่ผู้ที่สอนและวิจัยระดับอุดมศึกษา
เพื่อนำมาใช้ฝึกอบรมให้ได้ประโยชน์แก่เด็กปฐมวัยในระยะยาว
14)
ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน
ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมและใส่ใจในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มากขึ้น
เพื่อให้พลังชุมชนและท้องถิ่นเป็นขุมกำลังที่ช่วยดูแลเด็กได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
15)
ขาดการทอนแผนไปสู่การปฏิบัติ
ประเทศไทยมี
นโยบายและแผนการพัฒนาเด็กมาเป็นเวลากว่า 20 ปี แต่ไม่มีการกำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรงในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ
และไม่มีการติดตามประเมินผลให้มีการดำเนินการให้เป็นตามนโยบายและแผนต่าง
ๆ
|