|
พัฒนาการของเด็กกับการเรียนรู้
|
|
ในขณะที่กายของเด็กแรกเกิดยังต้องพัฒนาอีกมาก
ธรรมชาติกลับให้สมองซึ่งค่อนข้างสมบูรณ์แก่มนุษย์มาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาผ่านประสบการณ์ทางกาย
ใจและสํานึก ถ้าหากการเรียนรู้โดยผ่านการมีประสบการณ์ทางกาย
ใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรง ถูกละเลยไปจนเหลือแต่การเรียนรู้ในเชิงเชาวน์ปัญญา
ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในเชิงประสบการณ์ทางอ้อม เด็กก็จะขาดความเข้าใจที่แท้จริงต่อสิ่งต่าง
ๆ ทําให้การพัฒนาจิตสํานึกเป็นไปอย่างไม่ถ้องแท้ขณะเดียวกันยังสามารถส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางกายและใจอีกด้วย กระบวนการพัฒนาของกาย
ใจ และจิตวิญญาณ ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นไปอย่างสมํ่าเสมอ พร้อม ๆ กันในช่วงวัยแรกของชีวิต
(0-7 ปี) เด็กจะมีจุดเด่นอยู่ที่การเติบโตทางกาย ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก
มีการแปรเปลี่ยนในทางโครงสร้าง รูปทรงอันนําไปสู่กายภาพที่เป็นแบบผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะในที่สุด
ในช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงวัยที่โดดเด่นในการพัฒนาพลังเจตจํานง แต่ในทางใจและจิตสํานึกกลับยังไม่มีความเด่นชัดเท่า
กล่าวคือ อารมณ์ความรู้สึกของเด็กยังไม่ได้มีความละเอียดอ่อนเท่าผู้ใหญ่เด็กยังไม่สามารถแยกโลกภายในใจกับโลกภายนอกได้อย่างแท้จริง
แต่จะกลับไปกลับมาระหว่างสองโลกนี้ จนเมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยที่สอง คือ
ช่วงวัยประมาณ 7-1 4 ปีแล้วนั่นแหละ ที่ระดับพัฒนาการทางด้านอารมณ์ความรู้สึกจะแสดงออกมาอย่างเด่นชัด สําหรับในเชิงสํานึกและจิตวิญญาณแล้ว
เด็กยังขาดความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อสิ่งเหล่านี้ เพราะวุฒิภาวะของเด็กยังไม่เอื้อ
ไม่สามารถสร้างรูปการณ์ความคิดในเชิงมโนคติขึ้นมาได้เด็กจะสามารถคิดอย่างมีกฎเกณฑ์ได้ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยที่สาม
กล่าวคือ วัย 1 4-2 ปีเมื่อถึงยามนั้น เด็กจะเกิดความต้องการแสวงหาความหมายและสัจธรรมของชีวิต ด้วยเหตุนี้
การกระทําใด ๆ อันแสดงถึงคุณลักษณะที่ดีงามในเชิงสํานึกของเด็กวัย 7 ขวบปีแรกของชีวิต
ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความเคยชิน อันเป็นการปฏิบัติซํ้า ๆ มากกว่าที่จะเกิดจากการพิจารณาวิเคราะห์แยกแยะ
จนเกิดความกระจ่างแจ้งในเชิงปัญญา ในแง่ของการเรียนรู้ช่วง
7 ปีแรกของชีวิต เด็กมีความเข้าใจจากการเรียนรู้ในเชิงเชาวน์ปัญญาหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมค่อนข้างน้อย
ส่วนใหญ่เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยผ่านรูปธรรม การปฏิบัติ หรือลงมือกระทําด้วยตนเอง
ซึ่งจะนําไปสู่ความเข้าใจในเชิงเชาวน์ปัญญาภายหลังจากที่เด็กบรรลุวุฒิภาวะแล้ว
ด้วยเหตุนี้เราจึงมักพบว่า เด็กต้องการที่จะลงมือกระทํา มากกว่าที่จะเป็นผู้คอยนั่งฟังคําสอนหรือบทเรียนต่าง
ๆ กล่าวโดยสรุป
การเรียนรู้โดยผ่านการลงมือกระทํา เป็นการพัฒนาพลังเจตจํานงของเด็ก การได้ลงมือกระทําการต่าง
ๆ อย่างสมํ่าเสมอ จะนําไปสู่ความเคยชินในการปฏิบัติ ดังนั้น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กในช่วงวัยนี้
จึงต้องเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะจะส่งเสริมให้เด็กได้เป็นผู้ลงมือกระทําสิ่งต่าง
ๆ ที่ดีงามอันเป็นพื้นฐานสําคัญต่อการพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ดีงามในบั้นปลายได้ในทางตรงกันข้าม
หากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่เอื้อให้เด็กได้มีโอกาสกระทําสิ่งต่าง ๆ ที่ดี
พลังเจตจํานงของเด็กก็จะไม่ได้รับการพัฒนา เมื่อเด็กเติบใหญ่ขึ้นมาแล้ว
แม้ว่าจะมีความเข้าใจว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี แต่ในทางปฏิบัติก็จะเป็นไปได้ยาก
หรือต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมาก เนื่องจากขาดการปฏิบัติจนเป็นนิสัย |