แนวทางการจัดการเรียนการสอน


          เนื่องจากในช่วง 7 ปีแรกของชีวิต เป็นวัยของการพัฒนาพลังเจตจํานงเป็นหลัก โรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟจึงจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมุ่งให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาพลังเจตจํานงของตนตามวัย แนวทางในการจัดการเรียนการสอนจึงคํานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ คือ

          1 . แบบแผนจังหวะชีวิตของเด็กและห้องเรียน (Rhythm) ต้องเป็นไปอย่างสมํ่าเสมอ
          โดยธรรมชาติแล้ว เด็กต้องการความมั่นคงในการดําเนินชีวิตของตน สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นประจําและสมํ่าเสมอ จะทําให้เด็กสามารถคาดการณ์ได้และเกิดความมั่นคงในจิตใจ การดําเนินชีวิตที่ไร้ระบบระเบียบ แบบแผน จะทํ าให้เด็กเกิดความงุนงง สับสน ไม่สามารถคาดคะเนอนาคตได้เกิดความไม่มั่นคงภายในใจตน

          ยิ่งไปกว่านั้น แบบแผนการดําเนินชีวิตที่สมํ่าเสมอ จะทําให้เป้นเรื่องง่ายสําหรับเด็กที่จะดําเนินภารกิจซึ่งกระทําอยู่ทุกวันให้เสร็จสิ้น เป็นการช่วยเสริมให้เด็กพัฒนาพลังเจตจํานงขึ้ นมาอย่างเป็นธรรมชาติ

          โรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟแต่ละห้อง แต่ละแห่ง หรือแม้กระทั่งแต่ละปีจะมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป ตามที่ครูผู้สอนจะเห็นเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีครูผู้สอนก็จะพิจารณากําหนดแบบแผนกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ขึ้นมา ซึ่งแบบแผนนี้จะมีความสมํ่าเสมอ แน่นอน ไปจนตลอดปีอาจจะมีการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยน ยืดหยุ่นได้บ้างตามสถานการณ์ทว่าโดยหลักแล้วครูก็จะพยายามรักษาความคงเส้นคงวานี้ไว้ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างมีแบบแผนแน่นอน จะทําให้เด็กเกิดความมั่นคงภายใน เนื่องจากสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่ากิจกรรมในลําดับต่อไปคืออะไร

          อีกประการหนึ่งความสมํ่าเสมอ มั่นคงถาวร ก็จัดเป็นแบบฝึกหัดหนึ่งในการพัฒนาพลังเจตจํานงของเด็ก การจัดกิจกรรมจึงต้องมีทั้งกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจําทุกวันตลอดทั้งปีและกิจกรรมที่หมุนเวียนกันไปแต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์
นอกจากนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟ ยังต้องคํานึงถึงความสมดุลระหว่างกิจกรรมกลุ่มกับกิจกรรมอิสระเฉพาะตน และกิจกรรมที่ต้องการสมาธิกับกิจกรรมที่ใช้การเคลื่อนไหวด้วย เนื่องจากแบบแผนจังหวะที่สม่ำเสมอดังกล่าวจะช่วยพัฒนาเด็กให้สามารถทํากิจกรรมต่าง ๆ ได้นานขึ้น เป็นการพัฒนาพลังเจตจํานงอีกส่วนหนึ่งด้วย

          2. การทบทวนหรือทํากิจกรรมซํ้า (Repetition)
          โดยปรกติเด็กจะมีความต้องการกระทําในสิ่งเดิมซํ้ า ๆ กันหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อโลกรอบตัว ยิ่งไปกว่านั้น การทําซํ้ายังเป็นการพัฒนาพลังเจตจํานงของเด็กให้มีความแน้วแน่มากขึ้น เมื่อเด็กได้ทําซํ้าจนเกิดความชํานาญ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนสามารถทําสิ่งต่าง ๆ ได้เอง
และจัดการกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะพัฒนามาเป็นความมั่นคง มีความเชื่อมั่นในตนเองต่อไปในอนาคต

          ภายหลังจากที่เด็กทําซํ้าจนเกิดความชํานาญแล้ว เด็กก็จะหั นไปหาสิ่งใหม่เพื่อเรียนรู้โลกต่อไป การขัดขวางไม่ให้เด็กทําซํ้า อาจทําให้เด็กหงุดหงิดเกิดความรู้สึกล้มเหลว ขณะเดียวกันการพยายามใช้สิ ่งของต่าง ๆ
มาล่อใจเด็กอย่างไม่หยุดหย่อน ก็จะทําให้เด็กขาดสมาธิ ไม่มีความจดจ่อในสิ่งที่ตนทํา ขาดความพยายามที่จะทํางานเบื้องหน้าของตนให้บรรลุเป้าหมาย

          ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมพื้นฐานในโรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟ จึงเกิดขึ้นอย่างสมํ่าเสมอทุกวัน
ขณะที่กิจกรรมหลักก็จะเป็นแบบเดียวกันติดต่อกันไปตลอดทั้งปีโดยที่เนื้อหาของกิจกรรมแต่ละอย่าง ก็จะมีการทวนซํ้าติดต่อกันถึงสามสัปดาห์ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสซึมซับ ทําความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เรียน พร้อมกันนั้นยังเป็นการพัฒนาสมาธิ วิริยภาพ และพลังเจตจํานงของเด็กอีกด้วย

          3. ความรู้สึกเกรงขาม (Reverence)
          ความรู้สึกเกรงขามต่อความดีงามก่อให้เกิดความสงบในใจเด็ก บรรยากาศในห้องและการปฏิบัติ ของครูควรสะท้อนให้เห็นถึงทัศนะของครูที่รัก เคารพและศรัทธาต่อชีวิต ธรรมชาติ และโลกรอบตัว ซึ่งมอบชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่มนุษย์

          การที่ครูปฏิบัติต่อทุกสิ่งด้วยความเคารพ นอบน้อมในใจตน จะนําพาเด็กให้กลายเป็นผู้ที่มีสํานึก รู้คุณต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ขณะเดียวกัน ความครั่นคร้าม น่าเลื่อมใสศรัทธา ก็เป็นสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความอัศจรรย์ใจ
อยากรู้เห็น และใคร่กระทําตามขึ้นมาในตัวเด็กซึ่งทําให้เด็กเห็นคุณค่าของชีวิตและการดํารงอยู่อย่างมีความหมาย

องค์ประกอบในการจัดกิจกรรม
          ในการจัดกิจกรรมสําหรับเด็ก องค์ประกอบที่ควรคํานึงถึงในการจัดมีดังนี้
          1 . การเลียนแบบ (Imitation)
          เด็กปฐมวัยจะมีแรงผลักดันให้เลียนแบบโดยธรรมชาติ เนื่องจากการเลียนแบบเป็นวิธีที่เรียนรู้โลกได้ง่ายและเข้าถึงมากที่สุด เด็กจะมีประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างถ้วนทั่วทั้งตัวตน โดยผ่านการเลียนแบบ เพราะการเลียนแบบของเด็กไม่ได้เป็นเพียงในท่าทาง หากยังสะท้อนออกมาให้เห็นถึงความรู้สึกภายในใจของผู้ที่ถูกเลียนแบบด้วย ดังนั้น กิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กกระทํา ล้วนมีพื้นฐานอยู่บนการเลียนแบบทั้งสิ้น การจัดกิจกรรมในโรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟจึงคํานึงถึงข้อนี้เป็นสําคัญ กล่าวคือ ครูจะไม่อธิบายสิ่งต่าง ๆ ด้วยคําพูด หากแต่จะแสดงให้เด็กเห็นด้วยการกระทํ า

          ด้วยเหตุนี้ การกระทําใด ๆ ของครู จึงต้องเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเลียนแบบ เป็นการกระทําที่ดี ที่เหมาะสม และที่งดงาม เพราะเด็กจะหยิบรับสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติได้โดยง่ายและรวดเร็วกว่าคําพูดมากนัก การตระหนักถึงความสําคัญของการเลียนแบบ จะช่วยให้ครูสามารถดําเนินการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ง่ายขึ้น เป็นการลดภาระของครูทั้งทางกายภาพและจิตใจ กฎระเบียบต่าง ๆ หรือสิ่งใดก็ตามแต่ที่ครูเห็นว่า เป็นสิ่งที่เด็กสมควรกระทํา เพียงแต่ครูกระทําให้ดูและกระทําอย่างสมํ่าเสมอ เด็กก็จะรับไปปฏิบัติโดยปราศจากความกังขาใด ๆ

          นอกจากนั้น เด็กยังอาจนําเอาสิ่งที่เห็นครูปฏิบัติไปเลียนแบบในการเล่นของตน ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวในเด็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการพัฒนาพลังเจตจํานงเด็กขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

          2. จินตนาการ (Imagination)
          เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่กําลังก่อเกิดจินตนาการ เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 3 ขวบขึ้นไป พลังจินตนาการของเด็กก็จะค่อย ๆ เผยตัวออกมาในรูปของการคิดฝัน การเล่นของเด็กจะเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา แปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดหย่อน ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมต่าง ๆ ของเด็กจึงควรมีลักษณะที่สร้างเสริมจินตนาการ เช่น การฟังนิทาน การเล่นละครหุ่น หรือการเล่นสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้เด็กใช้ความคิดของตนอย่างเต็มที่การระบายสีนํ้า สีเทียนซึ่งไม่มีการกําหนดภาพที่วาด

          กิจกรรมเหล่านี้ จะทําให้เด็กมีความคิดที่คล่องแคล้ว เฉียบคม ไม่ตายตัว และพัฒนาเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ต่อไปในภายหลัง

          3. แรงบันดาลใจ (Inspiration)
          สําหรับเด็กปฐมวัยแล้ว ทุกสิ่งทุกประสบการณ์คือความมหัศจรรย์ของโลก กิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจําวันสามารถเป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้น่าทําตามสําหรับเด็กได้กิจกรรมง่าย ๆ แต่สามารถทําให้เด็กเห็นความเปลี่ยนแปลง นําไปสู่ผลลัพธ์อันน่าพิศวงได้เป็นสิ่งที่ให้ผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก มากกว่าสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการสีข้าว หรือ โม่แป้ง ซึ่งแปรสภาพจากของสิ่งหนึ่ง ไปเป็นอาหารหรือขนมต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เพียงจะส่งเสริมความคิดของเด็กในการมองสิ่งต่าง ๆ อย่างสัมพันธ์ต่อเนื่อง แต่ยังพัฒนาพลังเจตจํานงของเด็กอีกด้วย

          สําหรับเด็กแล้ว ความแปรเปลี่ยนที่เห็นจากกิจกรรมดูน่าอัศจรรย์แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ดังนั้นจึงเป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้หรือเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

          นอกจากนี้ การใส่ใจกับความงดงาม ไม่ว่าจะเป็นการจัดห้อง จัดที่เก็บของเล่น ฯลฯ ก็เป็นแรงบันดาลใจอีกประการหนึ่ง ในการส่งเสริมให้เด็กเลียนแบบ และนําไปสู่การพัฒนาพลังเจตจํานงในทิศทางที่ดีงาม

เนื้อหาการสอน
          กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของโรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพสะท้อนของฤดูกาลที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา หรือประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม บางครั้งกิจกรรมอาจจะมาจากนิทานซึ่งเด็ก ๆ ฟังก็ได้